ปัญหาของ Pedophilia กับสื่อภาพยนตร์ ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรละเลย

ในบทความก่อน ๆ เราได้นำเสนอให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึง Male gaze กันแล้ว บทความนี้เราจะมานำเสนอให้เห็นถึงปัญหาของหนัง pedo ที่ถูกสร้างผ่าน Male gaze ก่อนที่เราจะอธิบายให้เห็นถึงปัญหาของหนัง pedo เราจะพาทุกคนไปหาความหมายกันก่อนค่ะว่า pedo คืออะไร และร้ายแรงอย่างไรต่อสังคม ไปดูกัน!

Pedophilia (โรคใคร่เด็ก) หมายถึงคนที่มีความใคร่ต่อ “เด็ก” วัยก่อนเจริญพันธุ์ซึ่งแตกต่างกันกับช่องว่างระหว่างอายุที่ “ผู้ใหญ่” และ “ผู้ใหญ่” สองคนที่มีช่วงอายุต่างกันมากคบกัน

Pedo ความรักระหว่างครูนักเรียน ผู้นำศาสนาและเด็ก มันล้วนมีเรื่องการบิดเบือนอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง “เด็ก” มีโอกาสถูกชักจูงให้เชื่อและทำตาม ด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ต่างกัน และสุดท้ายความสัมพันธ์พวกนี้นำไปสู่การอนาจารเด็ก อาชญากรรมเกี่ยวกับเด็ก

เราอยากให้ผู้อ่านแยกคำว่ารสนิยมส่วนบุคคลออกก่อนนะคะ แล้วทุกคนจะสามารถมองเห็นได้ว่าทำไม pedo ถึงมีปัญหาต่อสังคมมากนัก

ทุกวันนี้เรายังเห็นผู้คนในสังคมส่วนมากยังเข้าใจ pedo กับ ช่องว่างระหว่างอายุ ผิดอยู่เลยค่ะ อย่างที่เราอธิบายความหมายของ pedo ไปในก่อนหน้านี้ว่า คือการใคร่เด็ก

ซึ่งถือเป็นความผิดปกติทางจิต ส่วนช่องว่างระหว่างอายุคือ คนรักอายุห่างกันมากๆ แต่ทั้งคู่บรรลุนิติภาวะแล้ว มีการยินยอมกันทั้งสองฝ่ายค่ะ

Pedo ถือเป็นอาชญากรรม ผิดกฎหมาย เป็นการล่วงละเมิดผู้เยาว์ ผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับเด็กมหาศาล หลายคนต้องทนถูกล่วงละเมิดไม่จบสิ้นเพราะอำนาจที่ผู้ใหญ่กุมไว้ในมือ

จะเห็นได้ว่าไม่มีตรงไหนให้ฟินเลยสักนิดค่ะ เหยื่อในชีวิตจริงมีแผลใจ ดังนั้นการทำให้ pedo ดูเป็นเรื่องโรแมนติกจึงมีปัญหาและไม่ควรอยู่บนดินเด็ดขาดค่ะ

ผู้อ่านพอจะเห็นภาพความร้ายแรงของ pedo กันแล้วใช่ไหมคะ ในสื่อภาพยนต์ได้มีการนำเสนอ pedo ให้ดูมีความโรแมนติก เพ้อฝัน

ซึ่งเราว่าไม่ควรถูกนำมาทำเป็นหนังเสียด้วยซ้ำ เนื่องจาก pedo คือ การใคร่เด็กที่ยังไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่ขีดไว้ที่ 13 ปี เด็กในวัยนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องนี้เลยค่ะ การมีสัมพันธ์กับผู้ใหญ่เลยไม่ใช่การยินยอมของทั้งสองฝ่ายแต่เป็นการบังคับที่ผู้ใหญ่ได้สำเร็จความใคร่ของตัวเอง

ส่วนเด็กที่ยังอายุไม่ถึง 18 ยังถือเป็นผู้เยาว์ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เด็กวัยรุ่นอาจจะเข้าใจความรักและเซ็กส์แล้ว แต่ผู้ใหญ่มีเซ็กส์กับเด็กต่ำกว่า 18 ก็ผิดกฎหมายอยู่ดี

ซึ่งเท่าที่เราเห็นในหนังส่วนใหญ่ที่เป็นความสัมพันธ์ ผู้ใหญ่-ผู้เยาว์ มันค่อนข้างเข้าข่าย child grooming ค่ะต้องระวังให้มาก

โดย child grooming คือ การสร้างความเป็นมิตร เข้ามาตีสนิทให้เด็กตายใจเพื่อล่วงละเมิดทางเพศในภายหลัง 

ปัญหาของหนัง pedo คือมันถูกสร้างผ่าน male gaze

ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง male gaze ในหนัง pedo ที่ชอบถูกยกขึ้นมาอ้างความชอบธรรมในประเด็นพล็อตใคร่เด็ก และหนัง pedo ที่ถูกองค์ประกอบอื่นๆภายในเรื่องลดทอนความรุนแรงของคนที่เป็นผู้กดขี่ข่มเหงเด็กกันค่ะ

จุดร่วมของหนังpedo ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่และเด็ผู่หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะค่ะ ส่วนมากมักจะอยู่ที่การสร้างตัวละครเด็กผู้หญิงให้มีลักษณะยั่วยวน หรือลักษณะในแง่ลบทางด้านพฤติกรรม

ซึ่งเป็นการชี้นำให้คนดูรู้สึกเห็นใจ pedophile(การนิยมอยากมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก) ว่าเป็นผู้ถูกล่อลวงโดยเด็กค่ะ และเลือกจะโทษไปที่ตัวเด็กซึ่งเป็นเหยื่อจริงๆ แทน

เรื่องแรกเลยคือ Lolita(1997) เวอร์ชั่นที่ถูกยกมาอ้างหาความชอบธรรมให้พล็อต pedo มากที่สุดคือ ตัวหนังเวอร์ชั่นปี 1997 โดยในหนังสร้างให้นางเอกอายุ 14 มีคาแรคเตอร์ที่แสนจะร้ายกาจและยั่วยวนอย่างสุดโต่งแบบไม่เมคเซนส์

ซึ่งก็สามารถจูงใจให้มีกระแสเห็นใจกับพวกที่อยากมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก และเลือกจะ slut shaming (คือ การด่าประจานหรือเหยียดพฤติกรรทางเพศ) ไปที่เหยื่อ(ตัวนางเอก)แทนได้สำเร็จ

เรื่องต่อมาคือ pretty baby (1978) เรื่องนี้นางเอกเป็นเด็กในซ่องอายุ 10-12 ขวบนิสัยแก่แดดที่ตามบทกระตือรือร้นอยากรับแขกตั้งแต่อายุแค่ 10 ขวบ แล้วตอนนั้น brooke shield ที่แสดงเป็นนางเอกอายุแค่ 12 เองค่ะซึ่งถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ

แต่กลับถูกให้มาแสดงฉากวาบหวิวและฉากนู้ด ซึ่งเราว่าเป็นหนังที่มีความ pedo สูง แต่ถูกอวยต่อกันมาหลายทศวรรษแค่เพราะ aesthetic ดี

เรื่องนี้เป็นหนังที่มีความ male gaze แย่มากๆ เลยค่ะ เราว่ามันน่าสะอิดสะเอียนที่บรรยากาศในเรื่องมันสวยงามและจิตใจนางเอกก็ยังเป็นเด็กใสซื่อเลยมองทุกอย่างสวยงามไปหมด

ซึ่งเราว่าตัวบทของหนังที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่าน male gaze ก็พาให้เขวได้ง่ายๆเลยว่าทั้งหมดนั่นก็เพราะเด็กมันเสนอหรือยั่วยวนเองนี่นา

the lovers (1992) เรื่องนี้ตัวหนังจะเข้มข้นกว่าสองเรื่องแรกมากค่ะ ตัวละครจะมีมิติมากกว่า ไม่เป็นคาแรคเตอร์แบนๆแบบ pretty baby แต่ก็ไม่ตรงไปตรงมาอย่างสุดโต่งแบบ lolita

แต่บทนางเอกก็คือเด็กอายุ 14 ที่อยากลองมีเซ็กส์จนไปโอ้โลมเศรษฐีอายุ 30+ แล้วก็ต้องเจ็บปวดเพราะสถานะที่ต่างกันและปัญหาด้านเชื้อชาติ

อย่างที่บอกว่าตัวละครและสตอรี่มีมิติมากขึ้น ซึ่งพอเนื้อเรื่องมันเข้มข้นและเป็น bad end

เลยพาให้มองข้ามความจริงที่ว่านางเอกเป็นแค่เด็กผู้หญิงที่ถูกควบคุมโดยผู้ชายอายุ 30 ทั้งด้วยเงินและการใช้กำลัง ไปโฟกัสแค่นางเอกใจร้ายและพระเอกน่าสงสารจัง และ gaslight (ซึ่งถ้าใครอยากรู้เกี่ยวกับการ gaslight อย่างลึกซึ้งสามารถย้อนไปอ่านบทความเก่าของเราได้เลยนะคะ💙) เรื่องการใช้ความรุนแรงทั้งทางกายและใจไปเลย

the crush (1993) เรื่องนี้สร้างความแตกต่่งจากสามเรื่องข้างบนที่พูดไปเลยค่ะ เพราะว่าหนังจะแค่พยายามชี้นำให้คนดูรู้สึกว่าจริงๆแล้ว ผู้กระทำการกดขี่เด็กต่างหากที่เป็นคนที่น่าสงสารเพราะถูกหลอกปั่นหัวและเป็นฝ่ายถูกเด็กยั่วยวนก่อน แต่เรื่องนี้ไม่ เรื่องนี้สร้างให้ pedophile เป็นเหยื่อของเด็กอายุ 14 เลย

เป็นเรื่องของผู้ชายวัยทำงานที่แอบชอบนางเอกซึ่งเป็นเด็กอายุ 14 แต่เพราะเซ็ตติ้งในเรื่องอยู่ในช่วงเวลาที่เป็นสากล พระเอกเลยต้องพยายามตัดสัมพันธ์เพราะไม่อยากเสี่ยง ซึ่งก็มาหวยออกที่นางเอกมีความโรคจิตที่หลงรักพระเอกมากชนิดที่ถ้าคุณไม่รักฉันฉันก็จะฆ่าคุณ

พอบทมันชูความโรคจิตของนางเอก เลยบดบังเรื่องที่พระเอกชอบแทะโลมทางสายตาเด็กบ่อยๆไปเลยค่ะ ในบทพระเอกก็กลายเป็นสุภาพบุรุษที่ทำได้แค่มองนมเด็กอายุ 14 เฉยๆ

หนังเรื่องนี้ถูกจัดอยู่ในหมวด thriller แต่มุมกล้องก็ male gaze แย่มากๆ อยู่ดี ส่วนตัวรู้สึกเรารู้สึกชอบเรื่องนี้เพราะนางเอก พวก pedo ต้องได้รับบทเรียนบ้างค่ะ

ซึ่งถ้าถามความเห็นของเราว่า เอามาทำเป็นหนังได้มั้ย ก็ได้ค่ะ เพียงแต่ผู้สร้างต้องรับผิดชอบสังคมด้วยการไม่นำงานที่มีประเด็นไม่เหมาะสมอย่างนี้มาลงในแพลตฟอร์มที่ใครก็เข้าถึงได้

ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าในหนังทุกเรื่องที่เรายกตัวอย่างให้ผู้อ่านดู ล้วนแล้วแต่ถ่ายออกมาผ่าน male gaze ด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งมุมมองต่อร่างกายเด็กสาวที่มีความใสซื่อในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ผู้กำกับของแต่ละหนังกลับถ่ายออกมาให้เด็กดู sexy ยั่วยวนชายหนุ่มเป็นอย่างมาก

ควรจำกัดอายุคนดู ติด trigger warning(การเตือนเนื้อหาบางประเภทซึ่งอาจกระตุ้นผู้รับชมถึงประสบการณ์ร้ายในอดีตได้) และไม่พรีเซนต์เรื่องเหล่านี้ในแง่สุดฟิน ดูน่ารักน่าเอ็นดู เพราะจะทำให้คนคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้คนที่รับชม เสพงานจากภาพยนตร์เองก็ควรถามตัวเองด้วยค่ะ ว่าคุณแยกแยะได้จริงหรือ คุณเสพแฟนตาซีของคุณได้ แต่ต้องแน่ใจว่าคุณตระหนักถึงเหยื่อในชีวิตจริงและผลกระทบร้ายแรงของแฟนตาซีคุณด้วย

จริงๆ เราว่าพวกเราทุกคนต้องหมั่นสำรวจความคิดตัวเองกันไว้นะคะ ปัญหาของ pedo มันไม่ใช่ตัวเลขอายุ แต่มันคือ มีทั้งเรื่องอำนาจระหว่างวัยที่ผู้ใหญ่มีอำนาจมากกว่าเด็กรวมไปถึงเรื่องความยินยอมที่ไม่สมบูรณ์ แล้วยังมีเรื่อง grooming อีก เพราะงั้นมันถึงคุยกันเป็นตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้เลยค่ะ (แต่เคสสุดโต่งอย่าง3ขวบก็ไม่ต้องถกเถียงกันต่อแล้วนะคะมันเป็นอาชญากรรมแล้วค่ะ)

มันต้องเข้าใจก่อนว่า pedo ที่เราด่าๆ กันเนี่ยมิติของปัญหามันมีอะไรบ้าง ไม่งั้นก็จะปนกับเรื่องช่องว่างระหว่างอายุแล้วก็งงไปกันใหญ่ ซึ่งของแบบนี้มันถามคนอื่นเอาตลอดไปไม่ได้นะคะ

ความคิดเราเราต้อง re-check ตัวเอง เวลาเห็นใครยกประเด็นก็อยากจะชวนให้ทุกคนคิดตามให้มากๆเลยค่ะ

เวลาเราไม่แน่ใจความคิดตัวเองเราสามารถเอาไปถกประเด็นกับคนอื่นกันได้นะคะทุกคน แต่มันต้องไม่ใช่เอาไปให้คนอื่นตัดสินว่าผิด-ถูกแล้วจบ เราควรเข้าใจมันด้วยว่าเหตุผลที่คนอื่นว่าผิด-ถูกคืออะไร เพราะบางเรื่องมันก็เป็นที่ถกเถียงกันได้อาจจะขึ้นอยู่กับว่าเรายึดคุณค่าแบบไหน เพราะงั้นเราต้องมีหลักของตัวเองด้วยค่ะ ฝากไว้ให้คิดกันนะคะ หรือถ้าผู้อ่านมีประเด็นอะไรสามารถทิ้งคอมเมนท์กันไว้เยอะๆได้เลยนะคะ💙

ที่มา: http://www.healthandtrend.com/healthy/disease/pedophile

https://www.trueplookpanya.com/blog/content/87794/-blog

Hawaii เกาะสวรรค์ที่เป็นมิตรต่อ LGBTQ+ มากที่สุด

สังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้ถูกมองว่าเป็นสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างเรื่องเพศแต่ว่าจริง ๆ แล้วก็ยังมีชุดความคิดหรือทัศนคติของคนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจและไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ในบทความนี้เลยอยากที่จะนำเสนอเกี่ยวกับเกาะฮาวาย เราจะมาเปิดโลกให้ผู้อ่านทุกท่านเห็นท่าทีต่อเพศที่สามเชิงบวกในสังคมที่ต่างจากสังคมไทย

ในวัฒนธรรมฮาวายดั้งเดิมปฏิบัติต่อผู้ที่อยู่ระหว่างกลางอย่างเท่าเทียมและเคารพนับถือโดยจะได้รับการยกย่องจากผู้คนว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฮาวายอย่างแท้จริง

ตลอดประวัติศาสตร์ฮาวาย “mahu” ปรากฏเป็นบุคคลที่ระบุเพศระหว่างชายและหญิง

วัฒนธรรมของฮาวาย มีอยู่ 3 เพศ ซึ่งไม่ได้มีแค่ ชาย หญิง แต่ยังมี Mahu อยู่ด้วย หรือที่เข้าใจกันในความหมายที่ว่าเป็นผู้อยู่ระหว่างกลาง

Mahu คือผู้ที่มีทั้งวิญญาณความเป็นชายและหญิง ได้รับการเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขามีหน้าที่สำคัญในวัฒนธรรมฮาวาย ทำหน้าที่สอนวิชาความรู้ศักดิ์สิทธิ์ผ่านทั้งการเต้นฮูลา และบทสวด

เพลงฮาวายมักมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่เรียกว่า kaona ซึ่งหมายถึงความรักและความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับคำจำกัดความของบทบาทเพศชายและเพศหญิงแบบตะวันตกในปัจจุบัน

การแสดงออกทางเพศและเพศของ Mahu มักจะสะท้อนให้เห็นในศิลปะฮาวายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเต้นฮูลาและดนตรีแบบดั้งเดิมซึ่งยังคงดำเนินต่อไปในปัจจุบัน

การเต้นฮูลา

Hina Wong-Kalu นักการศึกษาและนักเคลื่อนไหวข้ามเพศจากฮาวายอธิบายว่าในวัฒนธรรมพื้นเมืองของชาวโพลีนีเชียนเพศและเพศวิถีเป็นอย่างไร และได้รับการยกย่องว่าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของมนุษย์

“ เป็นที่เข้าใจว่าแต่ละคนเป็นคนของตัวเองและการแสดงออกของตัวเองก็เป็นเช่นนั้น”

Hina กล่าว

ฮินะอธิบายว่าก่อนที่มิชชันนารีจะมาถึงเกาะคำว่า mahu ไม่เคยถูกเขียนลงไปประวัติศาสตร์มาก่อนเนื่องจากฮาวายมีประเพณีปากเปล่า

แต่เธอก็ได้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ระบุว่าเป็น Mahu ไม่เคยถูกชาวฮาวายมองว่าเป็นคนนอกในเวลานั้น ถึงแม้ว่าคำนี้จะมุ่งตรงไปที่ Hina ในแง่ลบที่เติบโตในฮาวายในหลายศตวรรษต่อมา

ฮินะผู้มีมรดกทางวัฒนธรรมของฮาวายและจีน อีกทั้งยังบอกว่าเธอมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมฮาวายพื้นเมืองของเธออย่างเช่นในสารคดีเรื่อง A Place In The Middle (ผู้อ่านสามารถตามกันไปดูเพิ่มเติมได้เลยนะคะ💙) ที่ซึ่งเธอช่วยให้หนุ่มชาวฮาวายยอมรับตัวตนกับการระบุตนเองว่าเป็น Mahu

แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เนื่องจากในขณะที่วัฒนธรรมพื้นเมืองของเกาะฮาวายกำลังยอมรับความลื่นไหลของเพศ Lgbtq+ แต่แล้วประเพณีทางเพศดังกล่าวนี้ของฮาวายก็ถูกระงับหลังจากการเข้ามาของมิชชันนารีอเมริกันในปี 1800

” ความสำคัญของคุณค่าในวัฒนธรรมฮาวายพื้นเมืองลดน้อยลงไปอีก” -Hina กล่าว

เนื่องจากมิชชันนารีอเมริกันพวกเขาไม่พอใจกับแนวคิด Mahu และใช้อำนาจทุกวิธีทำการล้มเลิกพวกเขาออกไปจากวัฒนธรรม พวกเขาประณามฮูลาและบทสวด ทำให้การพูดภาษาถิ่นผิดกฎหมาย และบังคับมุมมองทางศาสนาของพวกเขาให้กับชาวฮาวายอีกด้วย

แต่แล้วปัจจุบันชาวฮาวายได้กลับคืนสู่ความปกติ แม้จะถูกเป็นเมืองขึ้นมาถึง 200 ปี แต่พวกเขา(Mahu)ก็ยังอยู่ ชาวฮาวายได้กลับมาเคารพความหลากหลายทางเพศ และ Mahu ได้มีบทบาทสำคัญที่มองเห็นได้ในสังคมฮาวายปัจจุบัน

"ฉันโชคดีที่ได้อาศัยอยู่ในสถานที่ที่ทำให้ฉันสามารถรักคนที่ฉันรักได้" 
"ฉันสามารถเป็นใครก็ได้ที่ฉันอยากเป็น นั่นคือสิ่งที่ฉันหวังว่าจะฝากไว้กับนักเรียนมากที่สุด นั่นคือความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการยอมรับและความเคารพทางเพศโดยไม่มีเงื่อนไข สำหรับฉันแล้วนั่นคือความหมายที่แท้จริงของอโลฮ่า" 

เป็นยังไงกันบ้างคะผู้อ่านทุกท่าน วัฒนธรรมเรื่องเพศของฮาวายเปิดกว้างและยอมรับ LGBTQ+ ได้อย่างดีงามและไม่ปิดกั้นเลยใช่ไหมคะ ซึ่งเราว่าจะดีมาก ๆ เลยค่ะถ้าหากว่า กลุ่มคนที่เป็น LGBTQ+ ในสังคมไทยได้รับการยอมรับแบบฮาวายที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาก็มีคุณค่าเท่ากับเพศชายและหญิงและสมควรที่จะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่างในฐานะที่เป็นประชากรของประเทศนี้ เราหวังว่าวันหนึ่งสังคมไทยของเราจะเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริงเหมือนกับที่ชาวฮาวายสามารถข้ามผ่านการโดนกีดกันในเรื่องMahu มาได้และตระหนักถึงปัญหาในสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้นนะคะ🌈

และถ้าหากใครอยากรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมฮาวายเพิ่มเติมสามารถตามไปดูกันได้ที่ช่อง youtube ของ hina หรือไปดูสารคดีเรื่อง A Place In The Middle กันได้เลยนะคะ เรารับประกันเลยค่ะว่าดีมากจริง ๆ

https://youtube.com/user/KumuHina

ที่มา: https://www.yesmagazine.org/issue/make-right/2015/07/27/what-native-hawaiian-culture-can-teach-us-about-gender-identity/

https://m.independent.ie/world-news/and-finally/what-native-hawaiian-culture-has-to-teach-about-gender-identity-35907899.html

เทียรพร ศิวพรพิทักษ์:สาวผู้ชื่นชอบการปฏิบัติธรรม กับชีวิตใหม่ที่แสนเรียบง่าย ดาษดื่นแต่มีความสุข

เมจิ-เทียรพร ศิวพรพิทักษ์ เป็นรุ่นพี่ในภาควิชาปรัชญาที่เรารู้จักและสนิทสนม ชีวิตเธอมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งบางคนอาจรู้จักเธอในฐานะนางแบบหรืองานอื่นๆในวงการอีกมากมาย แต่สิ่งที่เราว่าทำให้ตัวเธอนั้นน่าสนใจ คือ การที่วันดีคืนดีเธอตัดสินใจไปปฏิบัติธรรมที่วัดเป็นเวลาหลายเดือน ปล่อยวางชีวิตที่แสนจะเต็มไปด้วยสีสัน

คืนวันหนึ่ง เรานัดเมจิผ่านแอพพลิชัน instagram เพื่อพูดคุยถึงสาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจมุ่งหน้าสู่การปฏิบัติธรรม ละทิ้งชีวิตในวงการของตน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเธอหลังจากกลับจากวัด พร้อมด้วยมุมมองเกี่ยวกับเรื่อง สังคมโซเชียล กับการอยากมีตัวตนซึ่งนำพาแต่ความไม่สุขมาสู่ผู้คน

อะไรที่ทำให้ตัดสินใจไปอยู่วัดปฏิบัติธรรม

มีหลายปัจจัยที่ทำให้เราไป แต่เราปฏิบัติอยู่แล้วตั้งแต่ตอนเด็ก ปฎิบัติในแนววิปัสสนาสติปัฏฐาน4 ทุกครั้งที่เราไปตอนเด็กจะไม่เคยอยู่เกิน 2 อาทิตย์ เพราะตอนเด็กเรายังมีวุฒิภาวะไม่พอขี้เหงา ไม่่ชอบอยู่คนเดียว ต้องมีเพื่อนไปด้วย แต่ปัจจุบันนี้คือ เราคิดว่าเคยปฏิบัติธรรมมาแต่ยังรู้สึกว่ายังทำไม่สุด อีกทั้งยังมีเวลา และมีวุฒิภาวะพร้อมที่จะไปสู่โลกนั้นคนเดียว แต่มีอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไปคือ ปีที่แล้วเราพบเจอเรื่องวุ่นวายในชีวิตค่อนข้างเยอะ เราเลยมีความคิดที่ว่าไปอยู่วัดก็น่าจะสงบลง

อยู่วัดมา4เดือนมีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม

การเปลี่ยนแปลงของเราจะแบ่งเป็น3ช่วง จากการที่เราได้สำรวจตัวเองมา คือ ชีวิตก่อนที่ไปวัด ชีวิตตอนที่อยู่วัด ชีวิตที่กลับมาจากวัด ซึ่งแต่ละช่วงจะมีความรู้สึกโดยภาพรวมที่ต่างกัน สำหรับเรารู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงหลักๆคงเป็นเรื่องของ mindfulness เรื่องของสติ, การประเมินความทุกข์ ความสุขของชีวิต

ถ้าให้พูดง่ายๆคือเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติในที่นี้คือทั้งตัวเรา ทั้งโลกโลกธรรมชาติและทั้งโลกมนุษย์ ผู้คน สังคม แต่หลัก ๆ ที่เรียนรู้คือ โลกภายในของตัวเอง

เมื่อก่อนอยู่ในวงการทำให้ต้องลงโซเชียลเยอะแต่ปัจจุบันปล่อยวางได้ยังไง

สำหรับเราถ้าเป็นในเรื่องนี้มันมีความย้อนแย้งกับเรามานานแล้ว เราทำงานเป็นนางแบบมาตั้งแต่ปี1 ด้วยผมทรงนี้ การแต่งตัว จากเด็กที่ไม่ป็อปพอเริ่มถ่ายงาน และด้วยบุคลิกที่มีความชอบไม่เหมือนคนอื่น ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง พอเข้าวงการนางแบบปุ๊ป ถ่ายรูปปุ๊ปจู่ ๆ เราก็ฮอตขึ้นมา เรื่องการมีตัวตนในโลกโซเชียลของเราก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

  “เราอยู่อย่างนั้นมาหลายปีจนถึงจุดๆนึงเรารู้สึกว่า ทิศทางในโลกไอจีในสังคมที่เราอยู่มา ทุกคนจะต้องแต่งตัว เฟียส ปัง คือต้องมีจุดเด่นต้องได้รับกระแสตอบรับ ถ้าไม่ปังคือผิดแปลกผิดผี ซึ่งสังคมที่เราอยู่มามันเป็นแบบนั้น ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ได้แปลกแล้วก็ไม่ได้ผิดนะ แต่มันเป็นค่านิยมอะไรบางอย่างที่เป็นอย่างนั้นแล้วอยากมีตัวตน

จุดเปลี่ยนคือ เราคิดว่ามันน่าเบื่อ น่าเบื่อตรงที่เราต้องมาคอยนั่งคิดว่า เราลงรูปไปคนจะชอบกี่คน คนถูกใจกี่คน แล้ววันที่คนดูเยอะหรือน้อยเราอาจจะดูเฉย ๆ แต่ลึก ๆ ในความจริงแท้ของใจเรา เราก็ชอบในวันที่คนดูเยอะมากกว่า พอเป็นไปเรื่อย ๆ แล้วมันเหมือนกับว่าเราเอาความสุขหรือความทุกข์ไปแขวนไปตรงนั้น 

ปัจจุบันมีวิธีจัดการกับตัวเองต่อโลกโซเชียลยังไง

จริง ๆ ชีวิตที่ผ่านมาก็มีช่วงที่เราเห็นอีโก้ของตัวเองนะ เรายินดีไม่เบาเวลามีคนมาชื่นชอบในหน้าตา ในหุ่น ในทุกอย่างที่เป็นภายนอก เราก็ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อตอบสนองตรงนี้

เมจิ-ในปัจจุบันกับความเรียบง่ายที่แสนสุขของเธอ

“แต่สุดท้ายมันก็แค่นั้น โลกโซเชียลมันไม่ได้สร้างคุณค่าหรือพัฒนาอะไรในตัวเราได้แท้จริง พอเริ่มเห็นว่า อารมณ์ ความสุข ความทุกข์ เริ่มมากองกันตรงนี้ละเพราะรู้สึกมีปัญหากับโลกตรงนี้ จนรู้สึกว่าจะแก้ยังไงดี ต่่างๆ นาๆ จนไปอยู่วัด เลิกเล่น จนเริ่มรู้สึก มองมันใหม่ทำความเข้าใจตัวเองใหม่ โลกโซเชียลใหม

ทุกวันนี้สิ่งที่เราทำเวลาอยู่ในโลกโซเชียลก็คือ เลือกเสพ, โพสอะไรลงไป ให้ถามตัวเองว่าโพสเพื่อใคร, งดได้งด, ไม่เยินยอใคร หากใจไม่คิดเช่นนั้น, คิดอย่างไรให้แสดงออกเช่นนั้น

คุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบที่โดน Gaslighting อยู่หรือป่าว? ถ้าอยากรู้ไปดูกัน!

gaslighting เป็นความสัมพันธ์ที่ถูกทำให้งง สับขาหลอกว่าความทรงจำไม่ใช่อย่างที่เป็น

Gaslight แปลตรงๆคือโคมไฟแบบโบราณที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง แต่ปัจจุบันคำว่า Gaslight ยังใช้เป็นคำกริยาที่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิงอีกด้วย (เติมให้เป็นรูปปัจจุบันอย่าง gaslighting ก็ได้) มันหมายถึงการปั่นหัวให้คนประสาทเสียหรือเป็นบ้า โดยที่มามาจากหนังเรื่อง Gaslight ปี 1944

ซึ่งวันนี้เราจะมาแปลและเรียบเรียงพอดแคสท์ในเรื่องของ Gaslighting

มันคืออะไร มาจากไหน แล้วรู้ได้ไงว่ามันเกิดขึ้นกับเรา อะไรคือสัญญาณเตือน

และที่สำคัญ ทำยังไงถึงจะหลุดพ้นมันได้

Gaslight เป็น emotional manipulation  ในการหลอกลวงเพื่อควบคุมอารมณ์ของเหยื่อให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการผ่านการทำให้เหยื่อสงสัยข้อเท็จจริง ความทรงจำ ความสามารถ ไปจนถึงสงสัย “สติ” ของตัวเหยื่อเอง จัดเป็น Emotional Abuse อย่างหนึ่งที่ค่อนข้าง ใช้กันเยอะ

พบได้ทั่วไป มีได้หลายระดับ ตั้งแต่เบาๆจนกระทั่งไปถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อเหยื่อ ซึ่ง”เทคนิค”นี้สามารถเกิดขึ้นในทุกระดับความสัมพันธ์ จะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว เป็นกลุ่ม ในที่ทำงาน พนักงานทำต่อเมเนเจอร์ก็ได้ หรือนักการเมืองทำต่อประชาชนก็ทำได้ แต่จะอันตรายที่สุดในความสัมพันธ์แบบคนรัก

เพราะในความสัมพันธ์อย่างคู่รัก เหยื่ออาจถูกแยกออกจากคนอื่นๆที่จะสามารถช่วยเหลือเหยื่อได้ และส่งผลต่อสภาพจิตใจของเหยื่อถึงที่สุด

Gaslight อาจจะเป็นพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในกลุ่มพวกนาร์ซิซิส (หลงตัวเอง) และโซซิโอพาร์ท

คำแปลของคำว่า Sociopath อย่าได้ไปหลงเชื่อคำแปลในกูเกิ้ลกันนะคะทุกคน

Sociopath ไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์ Sociopath จะคล้ายกับ Psychopath ตรงที่ระดับศีลธรรมต่ำ แต่เกิดจากการเลี้ยงดูและสังคมรอบข้าง ในขณะที่ psychopath เป็นมาแต่เกิด) ซึ่งทั้งนาร์ลซิซิสและโซซิโอพาร์ทใช้เทคนิค Gaslight นี้เหมือนกัน แต่ด้วยเป้าหมายต่างกัน

ทั้งสองกลุ่มเป็นพวกที่เห็นแก่ตัวทั้งสองกลุ่ม แต่โซซิโอพาร์ทจะทำเพื่อให้ได้เป้าหมายที่ตัวเองอยากได้ แต่นาร์ลซิซิสจะใช้เพื่อทำลายความมั่นใจและSelf esteemของเหยื่อและทำให้เหยื่อ “ยอม” ให้นาร์ลซิซิสตัดสินใจควบคุมสิ่งต่างๆแทน

พวก Gaslighter ไม่จำเป็นต้องเป็นนาร์ลซิซิส ความต่างคือนาร์ลซิซิสจะมีความหมกมุ่นเรื่องของตัวเองสูง จะมีภาพลักษณ์มโนของตัวเองที่เลิศกว่าที่ตัวเองเป็นจริงๆและจะมีความต้องการให้คนอื่นๆคิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น

คนธรรมดาที่Gaslightคนอื่นไม่ต้องหลงตัวเองแบบนั้นก็Gaslightได้

อาวุธที่จะทำให้ Gaslight ได้ผลไม่ว่าจะเป็นนาร์ซิซิส โซซิโอพาร์ทหรืออะไรอื่นๆ คือการทำลาย Self Esteem

สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังตกเป็นเหยื่อของการ gaslighting

ถูกคนที่ทำ gaslight ใส่คุณบอกว่าคุณเซนซิทีฟหรือเวอร์เกินไป หรือทำให้สิ่งต่างๆเป็นความผิดของคุณ ตัวอย่างจากคุณอเล็กซิส แฟนเก่าของเธอที่มีธุรกิจของตัวเองและรวยกว่าจะชอบพูดเรื่องเงินเวลาทะเลาะกัน ด้วยการพูดว่าฉันซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เธอ

และเพราะเขาเน้นเรื่องเงินนักหนา พอเธอเถียงกลับบ้างว่า แต่เธอก็ทำอะไรหลายอย่างในความสัมพันธ์ เช่น สิ่งที่เธอซื้อ การที่เธอขับรถมาหาเขาที่บ้านหลังเลิกงาน เอาข้าวเย็นมาให้ แล้วตอนเช้าก็ต้องรีบตื่นเช้าก่อนตีห้าออกไป เพื่อไปทำงานโดยที่เขาไม่เคยเป็นฝ่ายไปที่บ้านเธอเลย

แล้วเขาก็จะเริ่มต่อว่าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอเอาเรื่องเงินมาพูด! มาทวงบุญคุณว่าตัวเองจ่ายอะไรไปบ้าง น่าสงสารจังที่ต้องมาทวงบุญคุณกับการใช้เงินแค่นั้น ทั้งที่เธอจ่ายไปน้อยมากเรื่องกลายเป็นเหมือนว่าเธอพูดเรื่องเงินขึ้นมาก่อน

เขาจะทำว่าเธอนี่มันน่าสงสาร แล้วเธอเองก็จะเริ่มรู้สึกอายที่ยกเรื่องเงินมาพูด ทั้งที่เขานี่แหละเป็นคนพูดก่อน

ซึ่งเธอก็จะเริ่มสงสัยตัวเองว่าเอ๊ะหรือเธอเป็นคนหยาบคายไม่สำนึกบุญคุณจริงๆ? แล้วก็จะจบที่เธอขอโทษที่เหมือนไม่เห็นความ ’ใจดี’ของเขา ที่สำคัญคือเขาจะดูก้าวร้าวและโกรธจัดๆ จนเธอไม่กล้าพูดอะไรต่อ ที่สำคัญคือเธอจะไม่กล้าพูดเรื่องนี้อีกเพราะเรียนรู้ว่าคราวที่แล้วเขาโกรธมาก

คำพูดที่มักเป็นสัญญาณของ gaslighting

คือ “เธอคิดไปเองน่า” “ขี้กังวลจังเลย ไม่มีอะไรซะหน่อย” “เธอเซนซิทีฟไปเองป่าว” “ไม่เคยพูดซะหน่อย” “ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตละ”

นอกจากนั้นก็หยิบเอา “จุดอ่อน” มาใช้ซ้ำๆเช่น “เธอไม่เก่งเรื่องนี้ เธอจะมารู้อะไรละ” อีกด้วย

ถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกเอะใจก็ใช่ค่ะ gaslighting มันไม่ใช่แค่กับคนเป็นแฟนกัน กับเพื่อนกับครอบครัวมีพฤติกรรม gaslighting ได้หมดเลยค่ะ

เวลาโดนแบบนี้ โดยเฉพาะถ้าโดนไปเรื่อยๆ เหยื่อจะเริ่มสงสัยตัวเอง หรือเราผิดกันนะ หรือที่เค้าพูดมันจะจริงนะ เราทำแบบนั้นจริงๆหรือเรื่องนี้คือความผิดของเราเอง

สำหรับใครที่โดน ขอให้ตั้งสติดีๆ อย่าคล้อยตามคำกล่าวหา ทบทวนตัวเอง หรือลองคุยกับคนใกล้ชิดหลายๆ คนดูก็ได้ค่ะ

สุดท้ายเราอยากบอกว่าสมองของเราจะเชื่อมโยงทุกอย่างด้วยกัน อะไรที่เราคอยพร่ำบอกตัวเองบ่อยๆ เราก็จะมักจะเชื่ออย่่างสนิทใจว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ถ้าเรายอมอยู่ในความสัมพันธ์ที่ toxic ก็เท่ากับว่าเราอนุญาตให้ข้อมูล toxic จำนวนมากพวกนั้นเข้าสู่สมอง ถ้าคุณไม่หยุดมัน คุณก็จะเชื่อมันไปเอง

ดังนั้นจุดที่คุณถอยออกมาจากความสัมพันธ์แบบนั้นได้และทำให้คนที่อยู่รอบๆตัวคุณมีแต่คนดีๆนั่นคือ จุดที่คุณกำลังให้ตัวเองกลับมามีชีวิตที่ดีปราศจากความทุกข์จากความสัมพันธ์แย่ๆ


ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ เราอยากให้คุณใจดีกับตัวเอง ใจดีกับสมองของคุณ กินน้ำเยอะๆ กินอาหารดีๆ อย่าให้ใครมาทำแย่ใส่คุณ อย่าให้ตัวเองทำแย่ใส่ตัวของคุณเอง ขอบคุณค่ะ self love is the best love💙

ที่มา: https://open.spotify.com/episode/1mDN2E7OH6ohCMF5z6QAv0?si=gncrk6fbQ621FBkjG-ukdg&utm_source=copy-link

ประจำเดือนเป็นสิ่งร้ายแรงต่อศาสนาจริงหรือ?!!

เมื่อพูดถึงประจำเดือนกับศาสนาเราจะพบว่าประจำเดือนถูกมองเป็นของต่ำ บางศาสนสถานก็ห้ามผู้หญิงเข้าไปเพียงเพราะว่าผู้หญิงมีประจำเดือน บางกิจกรรมทางศาสนาก็ห้ามผู้หญิงทำเพียงเพราะผู้หญิงมีประจำเดือนเช่นกัน

อย่างตอนเด็ก ๆ เราเคยถูกแม่สอนว่าอย่าเข้าไปจัดพระในห้องพระ เพราะเรามีประจำเดือน เราทำไม่ได้ต้องให้ผู้ชายในบ้านทำ ตอนเด็กเราไม่เคยเข้าใจเลย เป็นประจำเดือนแล้วมันผิดตรงไหน

เมื่อมองไปทางไหนก็จะพบว่าทัศนคติเชิงลบที่มีต่อประจำเดือนมีเต็มไปหมด ทั้งเรื่องศาสนา หรือแม้แต่การใช้ประจำเดือนเป็น “เครื่องด่า” ก่อนหน้านี้เราเคยเห็นศิลปินคนหนึ่งทำงานภาพพิมพ์ด่ารัฐบาล แต่สิ่งที่ทำให้เรางงคือการใช้รูปผ้าอนามัยเปื้อนเลือดเป็นสัญลักษณ์ของการด่า

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเชื่อแปลก ๆ เช่น ห้ามผู้หญิงมีประจำเดือนเก็บพืชผัก เพราะจะทำให้พืชผักแห้งและเฉาตาย บ้างก็เชื่อว่าผู้หญิงมีประจำเดือนห้ามทำอาหาร

และเมื่อเราค้นหาประจำเดือนกับไสยศาสตร์ก็ยิ่งทำให้เรางงงวย เพราะบางเว็บไซต์ก็บอกเราว่าประจำเดือนสามารถทำให้สามีรักสามีหลงภรรยาได้หากนำประจำเดือนไปผสมกับน้ำเปล่าให้สามีดื่ม หรือการลบล้างทำลายความศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ด้วยประจำเดือน เพราะเชื่อว่าประจำเดือนคือของต่ำ ทำให้ของเสื่อมได้

ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วประจำเดือนเป็นภาวะปกติของผู้หญิงเท่านั้น แต่กลับมีคนที่ไม่ยอมรับและยังกล่าวหาว่าประจำเดือนเป็นสิ่งชั่วร้ายอีกต่างหาก

ชวนอ่านประเด็นผู้หญิงอินเดียกับการตัดมดลูก

https://www.bbc.com/thai/international-48900229.amp#click=https://t.co/iuQFMRnTGD

ซึ่งที่อินเดียและประเทศฝั่งเอเชียใต้นี่ความเชื่อเรื่องเลือดประจำเดือนสกปรกแรงมากค่ะ นอกจากจะเข้าศาสนสถานไม่ได้ ยังถูกขับไล่ให้ออกไปนอนนอกบ้านจนกว่าจะหมดประจำเดือน เลยเกิดเคสเสียชีวิตในที่กักตัวระหว่างมีประจำเดือนมากมาย

แม้กระทั่งในกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองเอง ก็ยังเชื่อเรื่องมลทินของการมีประจำเดือนอยู่ ในหลายศาสนา เช่นของฮินดู หรือเชน พ่อแม่ไม่พูดเรื่องประจำเดือนกับลูก ไม่อนุญาตให้นั่งบนโซฟาเวลามีเมนส์ ไม่ให้ทำกับข้าวหรือแตะของศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเลย แม้กระทั่งจับตัวลูกก็ไม่อยากจับ

ซึ่งเรื่องการตีตราผู้หญิงที่มีประจำเดือน นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาวะทางเพศมากๆ ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้หญิงที่ถูกผลักไสรังเกียจจากครอบครัวและสังคมอีกด้วย

Tips เล็กน้อยในการดูแลตัวเองเวลาที่สาวๆเป็นประจำเดือนค่ะ

ท้ายที่สุดแล้วเราหวังว่าผู้อ่านจะตระหนักได้ว่าประจำเดือนไม่ได้เป็นสิ่งที่ร้ายแรงต่อศาสนาใดๆบนโลกทั้งสิ้น มันเป็นความเชื่อของแต่ละศาสนาที่ไม่ควรถูกนำมาเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดกันว่าเป็นสิ่งสกปรกและรังเกียจกันเลยนะคะ💙

ที่มา: https://www.matichonweekly.com/column/article_20210

https://voicetv.co.th/read/JwzjOrXL7

Male gaze คืออะไร? ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไร ไปดูกัน!

เคยสงสัยไหมว่าทำไมในหนังหลายๆเรื่องที่เราดู ตัวละครผู้หญิงมักจะแต่งตัวเซ็กซี่ หรือรวมไปถึงในสื่อต่างๆอย่างเช่น วงการเพลง k-pop ที่ส่วนมากผู้หญิงมักจะต้องแต่งตัวเซ็กซี่เสมอ? วันนี้เราจะพามารู้จักกับสายตาของผู้ชาย หรือ male gaze 👁️

ทุกคนเคยได้ยินคำว่า ‘gaze’ กันไหมคะ gaze คือ การจ้องมอง ลอร่า มอลวีย์ (Luara malvey) นักทฤษฎีทางภาพยนตร์และนักสตรีนิยมอ้างถึงอัตราส่วนของ ‘การจ้องมอง’ ไว้ว่า

ในสื่อภาพยนตร์ผู้หญิงมักจะถูกประดิษฐ์ให้สร้างความพึงพอใจแก่สายตาเพศชายซะส่วนใหญ่

ลอร่า มอลวีย์ (Luara malvey)

ทฤษฎีนี้ลอร่าคิดค้นขึ้นมาเพื่ออธิบายการที่ผู้หญิงโดนมองเป็น “วัตถุ” ในสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาพยนตร์ ความรู้สึก นึกคิด และความต้องการทางเพศ(sexual drives) ของผู้หญิงนั้นสำคัญน้อยกว่าการที่ถูกจัดให้อยู่ในความต้องการของเพศชาย

Male gaze ไม่ว่าคนถ่ายจะเป็นหญิงหรือชายก็ตามแต่มันส่อให้เห็นความหื่นกระหายแบบเกือบจะคุกคามจนอึดอัดแทนที่จะวาบหวิวไปด้วย ตัวอย่าง คือลองเทียบฉากเซ็กส์ใน Blue is the Warmest Colour กับ Portrait of a Lady on Fire ก็ได้

Male gaze เป็นคำที่มีมาตั้งแต่ยุค 70s แล้ว แต่ปัจจุบันนี้พอมีผู้กำกับหญิง ตัดต่อหญิง โปรดิวเซอร์หญิงมากขึ้นมันเลยเทียบเห็นชัดขึ้นว่า ก่อนหน้านี้ผู้หญิงในหนัง(และ mv เกมส์ และอื่น ๆ ) ถูกถ่ายจากสายตา male het และเพิ่มความวาบหวิวโดยไม่จำเป็นมากแค่ไหน

ตัวอย่างชัดมาก ๆ คือ Transformers กับตัวละคร Mikaela Banes ของ Megan Fox คือ จริง ๆ แล้วเราคิดว่าเธอเป็นตัวละครที่น่าสนใจสุดในเรื่อง มี arc มีพัฒนาการ มีความหลัง มีบทพูดด้วยซ้ำว่า คนไม่มองว่าเธอเก่งงานช่างเครื่องเพราะมองแต่หุ่น แต่ทั้งหมดนั้นคนดูจำไม่ได้เพราะกล้อง(และผู้กำกับ)ถ่ายทอดออกมาให้ตัวละครนี้มีภาพจำที่เป็นผู้หญิงเซ็กซี่ หุ่นดี

Mikaela Banes

การที่ผู้กำกับเป็นผู้หญิงก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ male gaze นะคะ ยกตัวอย่างเพลงด้านล่างนี้ ตัวโปรดิวเซอร์ที่กำกับ mv ก็เป็นผู้หญิงด้วย ลองแวะเข้าไปชมเอ็มวีกันดูค่ะ

จะเห็นได้ว่าใน mv มีหลายช็อตที่ซูมไปยังกระโปรง และ ต้นขา อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเราว่าน่าตกใจอยู่เหมือนกันที่โปรดิวเซอร์ mv นี้เป็นผู้หญิงเหมือนกันแต่กลับถ่ายทอดผลงานออกมาด้วย male gaze

ซึ่งเราไม่แปลกใจที่หลายคนจะไม่เข้าใจ male gaze เพราะเรื่องนี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางสักเท่าไหร่นักในสังคม แล้วก็ขอเสริมว่าบางทีการที่ผู้หญิงเป็นคนถ่ายเองก็ไม่ได้แปลว่านั่นรอดพ้นจาก male gaze แล้ว 100% เนื่องจากเราและหลาย ๆ คนโตมากับสื่อที่นำเสนอผู้หญิงแบบนี้ ซึ่งมันทำให้เราชินกับเรื่องนี้มากค่ะ

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจว่า male gaze คืออะไร มันทำงานยังไงและส่งผลอย่างไรบ้าง เราอยากให้ทุกคนไปดูคลิปนี้กันค่ะ เป็นคลิปที่รวมทุกความอึดอัดและกระอักกระอ่วนของไอดอลที่ต้องใส่ชุดเซ็กซี่ ๆ โดยสไตล์ลิสและบริษัทค่ะ

ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างของการจ้องมองของเพศชายที่จำกัดการใช้ชีวิตของผู้หญิง

เงินค่ารถ ค่าแท็กซี่ที่เราจ่ายเพื่อที่จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย ระหว่างที่ผู้ชายมีทางเลือกมากกว่า เช่น เดิน หรือ ขึ้นรถบัสเพราะพวกเขาไม่กลัวที่จะโดนทำร้ายหรือข่มขืน

บอกให้ผู้หญิงลงหลักปักฐาน เป็นแรงงานที่ไม่ได้ค่าจ้าง เช่น ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดูแลสามี

ผู้หญิงถูกให้คุณค่าจากร่างกาย ในขณะที่ผู้ชายถูกให้คุณค่าจากความสำเร็จ แม้กระทั่งในบริบทเดียวกัน
ผู้หญิงถูกวางตัวให้เป็นเสมือนวัตถุทั้งการแต่งตัวและมุมกล้อง เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้ชายที่ชอบผู้หญิง (straight men)

สำหรับใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็หวังว่าจะเข้าใจใน male gaze และตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้หญิงกันมากขึ้นนะคะ เราว่ามันไม่ควรมีใครถูกทำให้เป็นวัตถุทางเพศหรือถูกทำมาเพื่อให้ผู้ชายพึงพอใจแต่ผู้หญิงดูแล้วกระอักกระอ่วนใจน่ะค่ะ ฝากไว้ให้คิดนะคะทุกคน 💙

ที่มา: https://www.studiobinder.com/blog/what-is-the-male-gaze-definition/

รู้หรือไม่? การฟังเพลงสามารถช่วยคลายเครียดได้!

ดนตรีช่วยสร้างสมดุลทางกายและอารมณ์ และเราสามารถใช้ดนตรีในการบำบัดความเครียดหรือความกังวล และช่วยลดความเครียดระหว่างการทำงานหรือกิจกรรมที่ซับซ้อนได้

อลิซาเบธ คอมเบส (Elizabeth Coombes)

รู้หรือไม่ว่าถ้ากีฬาคือยาวิเศษ ‘ดนตรี’ ก็มีความมหัศจรรย์ไม่แพ้กัน

ในยุคปัจจุบันที่โลกหมุนเร็วจนคนหลายคนวิ่งตามไม่ทัน และคำว่าเครียดหรือซึมเศร้ากลับกลายมาเป็นเรื่องที่ได้ยินอยู่รอบตัว และคุณสมบัติหลายอย่างของดนตรีช่วยบำบัดความเครียดได้อย่างเห็นผล

อลิซาเบธ คอมเบส (Elizabeth Coombes) นักดนตรีบำบัดและอาจารย์อาวุโสด้านดนตรีบำบัด ตั้งข้อสังเกตว่า

ความกังวลของมนุษย์เป็นเรื่องธรรมชาติ คนเรามักจะรู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ที่ไม่มั่นใจหรือเมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคาม 

แต่ตอนนี้เราอยู่ในยุคแห่งความกังวลมากเกินไป ความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติสามัญ ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และที่สำคัญคือ ความเครียดจะทำให้เราไม่มีความสุข แม้แต่กับเรื่องเล็ก ๆ หรือง่าย ๆ ที่เราควรรู้สึก

อลิซาเบธบอกว่า ดนตรีช่วยสร้างสมดุลทางกายและอารมณ์ และเราสามารถใช้ดนตรีในการบำบัดความเครียดหรือความกังวล และช่วยลดความเครียดระหว่างการทำงานหรือกิจกรรมที่ซับซ้อนได้

อีกทั้งดนตรีมีผลอย่างลึกซึ้งต่อร่างกายและเพิ่มพลังบวกให้จิตใจ การฟังเพลงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเครียด ความกดดัน และความวิตกกังวล คลื่นสมองและอัตราการเต้นของหัวใจทำงานประสานกับจังหวะของเพลง ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย การหายใจช้าลง ลดการทำงานของสมอง และลดความดันโลหิต ส่งผลให้สภาพจิตดีขึ้น

ดนตรีสามารถช่วยเราจัดการกับความเจ็บปวดได้ส่วนหนึ่งคือ ดึงความสนใจของเราออกจากความเจ็บปวด นอกจากนี้เมื่อเราฟังเพลงเราเกิดความสนุกบวกกับสมองของเราผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความรู้สึกดี และความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดขึ้นรวมกับความฟุ้งซ่านสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้โดยไม่ต้องใช้ยา สถานพยาบาลหลายแห่งใช้ดนตรีเพื่อช่วยยกระดับอารมณ์ของผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลและส่งเสริมการเคลื่อนไหวในระหว่างการทำกายภาพบำบัด

เสียงเพลงที่ช่วยในการบำบัดความเครียด ควรมีจังหวะค่อนข้างช้า เนื้อเพลงเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ควรมีจังหวะที่หวือหวามากเกินไป  

ประเภทของดนตรีที่ช่วยให้ผ่อนคลาย อาทิ แนวคลาสสิก เพลง pop เบา ๆ และเวิลด์มิวสิกบางเพลง 

ถ้าหากคุณกำลังอยู่ในช่วงอกหัก รักคุด มาฟังเพลงกันเถอะ!

ในที่นี้ไม่ใช่เพลงอกหักที่ยิ่งไปกระตุ้นอารมณ์นะคะทุกคน มีนักวิจัยค้นพบว่า ผู้ที่พบเจอเรื่องผิดหวัง เสียใจ ท้อแท้ในชีวิต รวมถึงคนที่อกหัก ควรฟังเพลงแนวเมทัล เนื่องจากเป็นเพลงที่มีดนตรีค่อนข้างหนัก สามารถทำให้ผู้ฟังรู้สึกกระฉับกระเฉง และได้ปลดปล่อยความรู้สึกด้านลบอย่างเต็มที่

เพลงที่ฟังแล้วสามารถผ่อนคลายความเครียดให้คุณได้!

someone like you-adele

Strawberry Swing-Coldplay

Classical music for relaxation

Weightless-Marconi Union 

จะเห็นได้ว่าเสียงดนตรีเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เพราะนอกจากจะเป็นเสียงที่ทำให้ผ่อนคลายได้แล้ว มันยังสามารถช่วยให้เราได้รับประโยชน์อย่างมากมายหลายด้านทั้งจิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และความจำ ตลอดจนสุขภาพดีได้อีกด้วย ว่าแล้วก็หยิบเพลงขึ้นมาฟังเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีกันดีกว่าค่ะ💙🎵

ที่มา: https://www.southwales.ac.uk/news/news-2019/anxiety-playlist-calm-mind-music-therapist/

https://www.inverse.com/article/61261-anxiety-playlist-songs-therapy

Clubhouse คืออะไร? มีอะไรน่าสนใจไปดูกัน!

  นาทีนี้คุณอาจเคยเห็นผู้ทรงอิทธิพลและคนดังหรือเพื่อนในโซเชียลพากันโพสต์ใน Instagram Stories เกี่ยวกับบทสนทนาที่พวกเขากำลังมีอยู่ใน Clubhouse กันอยู่อย่างล้นหลามเราเชื่อว่าหลายๆ คนต้องเกิดคำถามขึ้นมาเหมือนกัน ว่าเจ้า Clubhouse คืออะไร? แล้วถ้าอยากจะลองเล่นบ้างจะต้องสมัครยังไง หรือทำยังไงถึงจะได้ invited เข้าไปในแอปกับเขาบ้าง เราพร้อมที่จะบอกเกี่ยวกับแอปนี้ให้คุณรู้ ไปดูกันเลย! 

คลับเฮาส์เป็นแอปพลิเคชันที่ยังใช้ได้เฉพาะในหมู่คนใช้โทรศัทพ์มือถือ iphone เท่านั้น และต้องได้รับ “คำเชิญ” จากคนที่ใช้แอปอยู่แล้วเท่านั้นถึงจะเข้าไปใช้เพื่อพูดคุยกันทางเสียงเท่านั้น ลักษณะคล้าย ๆ กึ่งวิทยุสื่อสาร กึ่งห้องประชุมออนไลน์ เหมือนกับคุณกำลังฟังพอดแคสต์แบบสด ๆ แต่ก็สามารถเข้าไปพูดคุยได้ด้วย

โดยในในเชิงเทคนิคแล้ว แอปฯ นี้มีมาตรการรักษาความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่ง เนื่องจากไม่มีทางเลือกให้คนอัดเสียงบทสนทนาเอาไว้ได้ แต่ก็มีกรณีที่มีคนแอบอัดเสียงสนทนาของคนดัง แล้วเอาไปอัปโหลดลงในแอปtiktok หรือโซเชียลมีเดียต่างๆภายหลัง

Clubhouse แค่มีแอปก็ใช่ว่าจะเล่นได้ จะต้องโดน invited ด้วย?

Clubhouse โหลดแล้วต้องได้รับ “คำเชิญ invite” จากคนที่ใช้แอปอยู่แล้วเท่านั้นถึงจะเข้าไปร่วมฟังได้ ส่วนคนที่ส่ง invite ได้เรา แนะนำว่าให้ invite เฉพาะคนรู้จัก เพราะชื่อของคนชวนจะอยู่ในโปรไฟล์ของคน ๆ นั้น ถ้าชวนคนแปลกหน้าแล้วเค้าเอาไปทำใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจจะมีผลถึงคนชวนได้ เพราะกดดูได้ว่าใครชวนเข้ามา

Clubhouse กับการเมืองเป็นเหมือนกับกิ่งทองใบหยก

เราจะเห็นได้ว่าในเวลานี้ประเด็นเรื่องการเมืองกำลังเป็นที่นิยมกันมากใน clubhouse ในห้องต่างๆ จะมีผู้มีอิทธิพลทางการเมือง คนดัง หรือ สส.ออกมาใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อกระะจายข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ตัวอย่างล่าสุด ที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันก็คือ การที่ทักษิณเข้ามาใน clubhouse เพื่อคุยกับคนรุ่นใหม่

แต่การเข้าร่วมClubhouse ของคนดังอย่าคิดว่ามาแล้วจะได้ซีนอย่างเดียว คุณจะต้องเจอคำถามที่คุณไม่อยากตอบด้วย เหมือนกันกับที่ทักษิณเจอหรือแซะไม่พอยังต้องเจอคนแจ้งว่าคนบนทวิตเตอร์ไม่พอใจคำตอบนะ แล้วตบด้วยการบอกว่าเห็นอย่างไร คนรุ่นใหม่ต้องการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งเราถือว่ามันเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสถามในสิ่งที่พวกเขาอยากรู้มานาน

ข้อดีของ clubhouse คือการที่คนได้ถกได้เถียงกัน แต่บางครั้งบทสนทนามันไหลไปเร็วมาก เวลาคิดน้อย วัดความเร็วของคนตอบและวิจารณญาณของคนฟังมากๆ ฟังไว้เป็นความรู้หรือความบันเทิงได้ แต่อย่าเชื่อทั้งหมด ทุกคนสามารถมีความบ้งกันได้หมด

Toxic Relationship ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ความเจ็บปวดที่ควรรีบถอยห่าง!

Toxic is when they can’t let you go, but can’t treat you right either.

เพราะฉะนั้นมาตัดความสัมพันธ์ที่เป็นพิษออกจากตัวกันเถอะพวกเรา

วันนี้เราขอเสนอคำว่า Toxic Relationship หรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ! ซึ่งความสัมพันธ์นี้มันก็เป็นพิษจริง ๆ สมชื่อเลยค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบนี้มีทั้งความรุนแรงทางด้านร่างกายและจิตใจ บางครั้งอาจจะไม่ได้รุนแรงมากแต่ก็นับว่าเป็นพิษอยู่ดี

บางคนอาจจะต้องเจอกับความรุนแรงเมื่อทะเลาะกัน อาจเป็นการตบตี การทำร้ายร่างกาย บางคนอาจจะเจอคำพูดหรือวิธีการใจร้ายที่ทำให้สุขภาพจิตแย่ การถูกกดดัน การถูกทำให้กลัว กังวลว่าทำอะไรก็ผิด มีความเครียดมากกว่าความสุข และมีความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน การนอน การกิน ทำให้เกิดอาการวิตกกังวล รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ครั้งต่อไปและทัศนะในการมองโลกใบนี้อีกด้วย

หลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วเรารู้ว่ามันก็ไม่ง่ายที่จะปลอบประโลมจิตใจหรือเยียวยาตัวเองให้กลับมาเป็นคนเดิมได้อีกครั้ง แต่ละคนก็จะมีวิธีที่แตกต่างกันไป เช่น การไปเจอเพื่อน ๆ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย การอยู่ให้ห่างไกลจากคนที่เป็นพิษ เป็นต้น

ซึ่งเรามีสิ่งที่คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอจากหนังสือเล่มหนึ่งที่เราเคยอ่าน ก็คือ เราจะคอยบอกตัวเองเสมอว่ามันไม่มีใครสำคัญกับชีวิตใครขนาดนั้น

อย่าไปยอมเอาตัวเองไปอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษและลดทอนคุณค่าในตัวเอง สุดท้ายคน ๆ นึงมันออกจากชีวิตเราไปง่ายมาก เราต้องใช้ชีวิตยังไงก็ได้ไม่ให้ตัวเองรู้สึกเสียใจในตอนที่กลายเป็นคนไม่รู้จักกันแล้วว่าตอนนั้นไม่น่าไปยอมให้เค้ามาทำร้ายความรู้สึกเราเลย

หลายอย่างที่เราทนหรือพยายามมองข้ามเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์สุดท้ายมันจะเท่ากับ 0 เลยค่ะ ในวันที่เราทนไม่ไหวแล้ว โดยใครที่กำลังเจอเรื่องแบบนี้อยู่เราอยากแนะนำหนังสือ ช่างหัวคุณสิครับ เล่มนี้ดีมาก ๆ ค่ะ เราคอนเฟิร์ม! อ่านจบแล้วเหมือนได้ปลดล็อกเรื่องในใจลงไปได้เยอะเลย

จากที่กล่าวมาหลายคนอาจจะยังทำไม่ได้ในทันที ก่อนอื่นเลยเราอยากให้ทุกคนลองฝึก ให้รู้จักรักตัวเอง รู้คุณค่าของตัวเอง อย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาดค่ะ ฝึกความมั่นใจพูดหน้ากระจกก่อนนอนและตอนตื่นทุกวันว่า ฉันเยี่ยมที่สุดเลย การเป็นตัวเองนี่มันดีจังเลยนะ ถ้าเรารักตัวเองทุกอย่างจะดีเองค่ะ

คราวนี้มาเช็คกันดีกว่าว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของคุณอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดี ( Healthy Relationship ) หรือว่าอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ( Toxic Relationship ) หรือไม่

จำนวนมากน้อยไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้ดูว่าความสัมพันธ์ของเราเป็นยังไง ขาดอะไรไปบ้าง แล้วก็นำมาพัฒนากันต่อไปนะคะ ที่สำคัญอย่าลืมซื่อสัตย์กับตัวเองกันนะคะ

เกมส์นี้จะคล้ายๆ บิงโกแต่เอาไว้เช็คลิสต์ ที่สำคัญคือของคุณและคนรักคะแนนต้องใกล้เคียงกันนะคะ

ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่ให้เกียรติกันในทุก ๆ เรื่อง เมื่อคบกันแล้วต้องไม่สูญเสียตัวตนหรือรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีคุณค่าน้อยลง !

ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความเท่าเทียม สนับสนุนซึ่งกันและกัน ไร้ซึ่งความรุนแรง เคารพกันและกัน การหลงเหลือไว้ซึ่งตัวตันของตัวเอง และอีกมากมายเลยค่ะ

ถ้าคบกันแล้วมีแต่ต้องเสียน้ำตามากกว่ายิ้มหวาน ๆ ในใจ มีความกังวลมากกว่าสบายใจ มีความกลัวมากกว่าความสดใส แบบนี้มันถือว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีแล้วนะคะ อันนี้เรียกว่า Toxic Relationship นะคะทุกคน

สุดท้ายแล้วเราอยากบอกทุกคนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษว่า อย่าทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษและยอมลดคุณค่าของตัวเองเพื่อรั้งคนอื่นไว้ เพราะสุดท้ายทุกความสัมพันธ์แบบนี้ก็ต้องจบลง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี

ส่วนสาว ๆ ที่ยังตัดใจไม่ได้หรือกำลังมูฟออนอยู่เรามีเพลงดี ๆ มาให้ลองฟังกันค่ะ เป็นเพลงที่เหมาะกับสาว ๆ ที่กำลังอยู่กับรักที่ไม่ดีเอามาก ๆ นั่นก็คือเพลง Baek Yerin (백예린) – Lovegame นั่นเองค่ะ!

เพลง Lovegame เป็นเพลงในอัลบั้ม tellusboutyourself ที่มีกรูฟสบาย ๆ และเนื้อหาเหมือนเรากำลังนั่งคุยกับเยริน เหมือนเธอกำลังถามกับผู้ฟังว่าความรักที่เจออยู่เป็นยังไงบ้าง คิดว่าดีแล้วจริงเหรอ คิดว่าจะเปลี่ยนผู้ชายคนหนึ่งได้จริง ๆ ใช่ไหม แต่ทำไมต้องไปเสียเวลาและเจ็บตัวกับความรักโง่ ๆ แบบนี้ด้วย

You know that, deep down in your heart
เธอรู้อยู่แล้วแหละ ลึกลงไปในหัวใจของเธอเอง
They would’ve never hurt you
ว่าพวกผู้ชายจะไม่สามารถทำให้เธอเจ็บปวดได้เลย
If they really loved you
ถ้าหากพวกเขารักเธอจริงๆ

อย่าลืมนะคะว่าถ้ามันเป็นรักที่ดี เราจะไม่เจ็บปวดแบบนี้

ที่มา: https://www.psychologytoday.com/intl/blog/happiness-is-state-mind/201805/overcoming-the-aftermath-leaving-toxic-relationship

http://depts.washington.edu/hhpccweb/health-resource/healthy-vs-unhealthy-relationships/

ศิลปินกับการขายวิญญาณให้ซาตานแลกกับการเป็นตำนานในวงการเพลง!

จากการดูสารคดีชีวิตของ robert johnson ใน netflix มันทำให้เราสงสัยและสนใจถึงเกี่ยวกัลเรื่องการขายวิญญาณให้ซาตานเพื่อแลกกับพรสววรค์ ชื่อเสียงและเงินทองเป็นอย่างมาก

ในสารคดีที่เราได้ดูมา โรเบิร์ต จอห์นสัน เป็นศิลปินตำนานบลูส์ที่ลือลั่น ในสารคดีเล่าว่าเขาคุกเข่าที่ทางสี่แพร่ง ยอมขายวิญญาณให้กับ ซาตาน คนใกล้ชิดและครอบครัวของจอห์นสันต่างเชื่อว่า เขาได้ขายวิญญาณให้กับซาตาน แลกกับความเป็นเลิศทางดนตรี

โดยแรกเริ่มนั้นฝีมือการเล่นกีตาร์ของเขาจัดว่าธรรมดา แต่อยู่ดี ๆ ความสามารถที่เหมือนกับพระเจ้าก็มาอยู่ในตัวเขาแบบที่คนใกล้ตัวยังประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เมื่อเขาได้ความสามารถและประสบความสำเร็จตามต้องการ ในที่สุดซาตานก็กลับมาทวงวิญญาณเขาไปตามสัญญา เมื่อเขาอายุได้ 27 ปี เรื่องราวนี้ของเขายังถูกนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Crossroadsในปี 2529 อีกด้วย

โรเบิร์ต จอห์นสัน ได้กลายเป็นตำนานของวงการดนตรีโลก เขากลายเป็นต้นทางของดนตรีบลูส์และ Rock and Roll ในยุคปัจจุบัน อีกทั้งเขายังมีฉายาที่เรียกว่า King of Delta Blues อีกด้วย

นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวถึงจากศิลปินดังอย่าง อีริค แคลปตัน ว่า เป็นนักร้องเพลงบลูส์คนสำคัญที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา เพลงฮิตของ จอห์นสัน ได้แก่ Come on in My Kitchen,Sweet Home Chicago และ Crossroad Blues ถึงแม้ว่าในตอนแรกแผ่นเสียงของเขาจะขายไม่ดีนักในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่พอได้รับการนำมาขายใหม่อีกครั้งในปี 2504 มันกลับได้รับความนิยมอย่างน่าตกใจ


จอห์นสัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2481 ที่เมืองกรีนวูด รัฐมิสซิซิปปี้ ด้วยอาการทรมานจากยาพิษที่ถูกผสมในวิสกี้ ซึ่งว่ากันว่าถูกวางยาโดยสามีของผู้หญิงคนหนึ่งที่จอห์นสันมีความสัมพันธ์ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการปิดตำนานราชาเพลงบลูส์ และเป็นบทเริ่มต้นของความเชื่อ อาถรรพ์เลข 27 อีกด้วย

ซึ่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของ โรเบิร์ต จอห์นสัน เป็นที่มาของทฤษฎีที่เรียกว่า 27 Club หรือตัวเลขอาถรรพ์ของสมาคมแห่งศิลปินอัจฉริยะที่ประสบความสำเร็จระดับโลกภายในระยะเวลาอันสั้น และมีอันต้องจบชีวิตเมื่ออายุ 27 ปี โดย โรเบิร์ต จอห์นสัน เป็นสมาชิกลำดับที่ 1

สุดท้ายแล้วจอห์นสันได้ขายวิญญาณให้ซาตานจริงหรือ?

สุดท้ายแล้วเราคิดว่าถ้าจะหาคำตอบโดยอยู่บนโลกแห่งความจริงโดยที่ไม่มีความเชื่อใดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้มาเกี่ยวนำทั้งหมดแล้วคนรอบตัวและคนใกล้ชิดของจอห์นสันต่างตั้งสมมติฐานคิดไปตามความเชื่อของตนเองว่าจอห์นสันนั้นได้ขายวิญาณกับซาตานไป

อีกทั้งอาจจะเพราะด้วยบทเพลงของโรเบิร์ตเต็มไปด้วยเนื้อหาที่อ้างอิงถึงปีศาจอยู่หลายเพลง ราวกับว่าเขาหมกมุ่นอยู่กับมัน มีการใช้ถ้อยคำตามวิถีของ Hoodoo ซึ่งเป็นศาสตร์ลี้ลับที่สืบทอดมาจากเหล่าทาสผิวสีในอเมริกาในอดีต

รวมไปถึงบริบทของสังคม ณ ช่วงเวลานั้นที่ต่างขนานนามดนตรีบลูส์ว่าคือ เพลงของปิศาจที่มีไว้สำหรับล่อลวงหญิงชายเข้าสู่โลกที่สวรรค์ไม่เปิดรับผู้คน ด้วยเหตุเพราะมันมักถูกเล่นด้วยนักดนตรีในผับบาร์เต้นรำ และดื่ม และแชร์ความรักที่ไม่บริสุทธิ์สิ่งนี้ยิ่งสนับสนุนความเชื่อว่าเขาได้ขายวิญญาณไปแล้วจริงๆ

และสิ่งที่เราคิดอีกอย่างหนึ่งคือเป็นไปได้หรือไม่ว่า มันไม่ใช่เพราะการขายวิญญาณ แต่ด้วยเหตุผลของความอับอายขายขี้หน้าจากการที่โดนดูถูกในการเล่นกีตาร์จากนักดนตรีด้วยกัน ทำให้จอห์นสันเปลี่ยนอุปสรรคเป็นพลังบวก เขาเกิดอาการฮึดสู้ กลับไปมุ่งมั่นฝึกซ้อม ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในการร้องและการบรรเลง จนสามารถก้าวขึ้นสู่สถานะของการเป็นตำนานได้ในที่สุด ซึ่งเราว่าควรให้ค่ากับความพยายามของจอห์นสันมากกว่าจะมานั่งคิดกันไปเองว่าเขาขายวิญญาณให้ซาตานไปเพื่อให้ตัวเขาเก่งขึ้น

อ้างอิง:
https://rolfpotts.com/robert-johnson-sold-his-soul-to-the-devil-in-rosedale-mississippi/?fbclid=IwAR2otlPdHK9vvUdf–26jasWYFzZku4HePFmXZx7sAYdSp8FltyYcL4MKr8
https://www.openculture.com/2015/07/the-story-of-bluesman-robert-johnsons-famous-deal-with-the-devil-retold-in-three-animations.html?fbclid=IwAR0lhTK6YsXPW_mgXZml39Q_5MZnTzBLimKGy3vpR4SXqyM0atAqcg8ScAI

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น