“คนผมแดง” เผ่าพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์จากความหวาดกลัวของมนุษย์ด้วยกัน

ทุกคนเคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมคนผมแดงจึงกลายเป็นคนชายขอบและถูกเหยียดหยามตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันก็ยังโดนกันอยู่ให้เห็นในข่าวประปราย ทั้งที่ก็นับว่าเป็นฝรั่งผิวขาวเหมือนกัน? ไปดูกันค่ะ!!

เราต้องกล่าวก่อนว่าคนผมแดงเป็นประชากรที่มีอยู่น้อยมาก ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งมีคาดการณ์ไว้ว่าจากจำนวนประชากรคนทั่วโลกมีคนผมแดงธรรมชาติอยู่แค่เพียง 2% เท่านั้น และยังมีการคาดการณ์อีกว่าในอนาคตคนผมแดงอาจจะสูญพันธุ์ไปจากโลกอีกด้วย

คนผมแดงธรรมชาตินั้นมักจะมาพร้อมกับดวงตาสีเขียวหรือตาสีอ่อน ที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า “Ginger hair” (เป็นคำเรียกเหยียดที่ไม่ควรนำมาใช้ค่ะ)

คนผมแดงมีอดีตที่ค่อนข้างเลวร้ายมาก ๆ ค่ะ และในแต่ละศตวรรษก็จะมีข้อกล่าวหาต่อคนผมแดงที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตลอดช่วงระยะเวลาประวัติศาสตร์ของคนผมแดงที่ผ่านมาก็คือ คนที่มีผมสีแดง จะได้รับ ‘ความเกลียดชังจากความหวาดกลัว’ อยู่เสมอค่ะ

ซึ่งความเกลียดชังและความหวาดกลัวที่ผู้คนมีต่อคนผมแดงนั้น ทำให้คนผมแดงถูกฆ่าเพียงเพราะมีลักษณะทางพันธุกรรมที่หายากอีกด้วย

โดยผมแดงจะเกิดจากยีนส์ที่กลายพันธุ์อีกที ทำให้แรกเริ่มคนผมแดงไม่ได้มีเยอะมากนัก พวกเขามีลักษณะที่คล้ายกัน คือ ผิวซีด ตาอ่อน หน้าตกกระ

สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาดูผิดแผกจากคนทั่วไปที่มีผมทองหรือผมสีเข้ม ชนกลุ่มอื่นจึงมองว่าคนผมแดงขี้เหร่และแปลกประหลาด ถึงกับใช้คำว่า Ginger เป็นคำเหยียดกันเลยค่ะ

ด้วยลักษณะกายภาพที่โดดเด่น(ผมแดงที่ตาเขียวและผิวซีด) ทำให้เกิดความรังเกียจและหวาดกลัวในกลุ่มชนอื่น คนผมแดงจึงถูกผูกกับตำนานและศาสตร์มืด ในสมัยกรีกคนผมแดงถูกหาว่าเป็นแวมไพร์

และในยุคกลางก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดบูชาซาตาน มีคนผมแดงจำนวนมากที่ต้องถูกฆ่าตายเพราะความเชื่อเหล่านี้

คนที่มีผมสีแดง = ไฟ, เลือด, นรก และทุกสิ่งที่เลวร้าย

สีแดงมีความหมายที่สำคัญอยู่หลายอย่างและมีสัญลักษณ์จำนวนมากที่ถูกผูกติดอยู่กับผมสีแดงค่ะ โดยหลัก ๆ แล้วมันจะเป็นการที่ถูกนำมาเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับเรื่องของ ปีศาจและซาตาน

และในมุมมองของชาวสเปน คนผมแดงจะถูกมองว่าเป็นผลพวงมาจากการที่บรรพบุรุษของพวกเขา เป็นคนขโมยไฟจากนรก ทำให้คนผมแดงหลายคนถูกตราหน้าว่าเป็นแม่มดและถูกเผาจนตาย อีกทั้งสีแดงยังเป็นสีของเลือดอีกด้วยค่ะ

พวกเขาเกิดมาพร้อมกับผมสีแดง บางทีมันอาจจะเป็นเวทมนตร์

ในเยอรมนียุคกลางเพียงยุคเดียวคาดว่ามีประชากรจำนวน 45,000 คน ที่ถูกเผาซึ่งถูกผูกไว้กับเสาเพียงแค่เพราะมีผมสีแดง

ทั่วยุโรปในยุคกลางจำนวนทั้งหมดของประชากรที่ถูกเผาด้วยการถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เนื่องจากมีผมสีแดงนั้นมีมากกว่า 60,000 คน อีกทั้งยังมีบันทึกทางประวัติศาสตร์อีกหลายฉบับที่กล่าวถึงผู้ที่ถูกเผาทั้งหมดว่าล้วนเป็นพวกที่มีผมสีแดงค่ะ

แม้แต่กับฮิตเลอร์เองก็ยังไม่ยอมรับคนผมแดง และไม่สนับสนุนให้มีการแต่งงานกับคนผมแดงด้วยค่ะ เพราะฮิตเลอร์มองว่าคนผมแดงนั้นเป็นตัวประหลาด การถูกฆ่า(ที่น่าจะเรียกได้ว่าเกือบเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของคนผมแดง)และถูกกีดกัน กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนผมแดงมีจำนวนน้อยลงไปอีก

adolf hitler

คนผมแดงยังคงถูกเหยียดหยามมาจนถึงปัจจุบัน ในฐานะชาติพันธุ์ที่ขี้เหร่และด้อยกว่าคนผิวขาวทั่วไป ถูก make fun ต่าง ๆ นา ๆ บ้างก็หาว่าเป็นพวกเซ็กส์จัด เป็นพวกอารมณ์ร้อน ขี้โมโห เคสตัวอย่างที่ดังหน่อยก็จะมีคำพูดที่ว่า ‘Gingers have no soul’ หรือคนผมแดงไม่มีวิญญาณนั่นเองค่ะ

โดยมันจะมีเรื่องเล่าที่แตกต่างกันไปเกี่ยวกับประโยคนี้ค่ะ บ้างก็บอกว่ามันเป็นประโยคที่เกิดขึ้นในยุคกลาง เพราะคนสมัยนั้นเชื่อว่าผมสีแดงคือสีของไฟที่เผาจิตวิญญาณของมนุษย์ คนผมแดงจึงไม่มีวิญญาณเหมือนกับคนอื่น

แต่บางคนก็บอกว่าประโยคนี้เริ่มจากการ์ตูน South Park โดยคนพูดคือ Eric Cartman เด็กชายที่เกลียดคนผมแดงมาก ๆ ค่ะ

Eric Cartman

และประโยคดังกล่าวนี้ก็กลายเป็นประโยคฮิตที่ถูกนำมาล้อเลียนคนผมแดง จนถึงกับมีเด็กคนหนึ่งอัดคลิประบายความในใจอย่างเกรี้ยวกราดเพื่อที่จะบอกทุกคนว่า “คนผมแดงก็มีวิญญาณเหมือนกัน” จนกลายเป็นไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งขนาดออกมาอัดคลิปอย่างนี้ก็ยังไม่วายมีคนเข้าไปคอมเมนท์แกล้งเขาเอาสนุกกันอยู่อีกค่ะ ลองดูได้ในคลิปข้างล่างนี้กันค่ะ

ทุกคนคงเห็นความร้ายแรงของการรังเกียจคนผมแดงกันแล้วใช่ไหมคะ ถ้าในมุมมองของพวกคนผิวขาวที่กระทำต่อคนผมแดงก็คงคิดกันว่าเป็นการกระทำที่ไม่ร้ายแรงมากมายอะไรหรอก

พวกเขาก็แค่ถูกจับฆ่า ถูกเหยียดหยาม ถูกสังคมรังเกียจ และถูกกลั่นแกล้งรุนแรง(เคยมีเคสที่มีคนต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นเนื่องจากถูกรังแกเพียงเพราะเป็นคนผมแดง) แม้จะเป็นคนผิวขาวเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ถูกนับให้เท่าเทียมอยู่ดี

แต่การถูกกระทำสิ่งที่โหดร้ายเหล่านี้สำหรับเรามันรุนแรงมากค่ะ คนเราไม่ควรถูกฆ่า และรังเกียจเหยียดหยาม หรือโดนรังแกเพียงแค่เพราะมีลักษณะไม่เหมือนคนทั่วไปเลยค่ะ

คนผมแดงจึงกลายเป็นคนชายขอบที่ไม่ค่อยมีบทบาทในสังคมมากนัก แต่ในปัจุบันก็นับว่าได้รับการยอมรับมากขึ้นเนื่องจากมีการต่อต้านracists กันอย่างกว้างขวาง

และมีคนดังบางกลุ่มที่มีผมแดง ซึ่งช่วยให้ภาพลักษณ์ของคนผมแดงดูดีในสังคมขึ้นมา อย่างเช่น เจ้าชายแฮร์รี่ที่ถูกยกย่องว่าเป็นคนผมแดงที่หล่อเหลา และเอ็ด ชีแรน อีกด้วย

เจ้าชายแฮร์รี่
เอ็ด ชีแรน

เจ้าหญิงแอเรียลก็นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนผมแดงเช่นกัน เจ้าหญิงแอเรียลทำให้มุมองส่วนหนึ่งที่มีต่อคนผมแดงเปลี่ยนไป การมีผมสีแดงที่เคยถูกรังเกียจกลายเป็นความปลาบปลื้มเมื่อเจ้าหญิงจากดิสนีย์ก็มีผมแดงเหมือนตัวเอง มีเด็กสาวผมแดงหลายคนถูกตั้งชื่อว่าแอเรียลด้วยนะคะ

Ariel

จากเนื้อหาที่เรานำเสนอไปจะเห็นได้ว่าคนผมแดง ในอดีตไม่เป็นที่ต้องการของสังคมอย่างแรงจนถูกกล่าวหาว่าคือสิ่งไม่ดีและยังเป็นสัญลักษณ์ของแม่มดอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีคนผมแดงที่ยังคงโดนรังเกียจ และโดนเหยียดหยามกันอยู่นะคะ ทุกคนต่างพากันรณรงค์แต่ความเท่าเทียมเรื่องสีผิวและชนชาติจนลืมคนผมแดง หรือ Ginger/Red Hair ที่คนส่วนมากชอบเรียกกันไปหมด เราอยากให้ทุกคนปฏิบัติต่อคนผมแดงอย่างเท่าเทียม เพราะปัจจุบันพวกเขามีจำนวนน้อยมากค่

อ้างอิง: https://www.chicagonow.com/the-ginger-philes/2014/07/hitler-banned-redhead-marriages/

https://southpark.fandom.com/wiki/Gingervitus

https://www.poshgoth.com/blogs/posh-goth-blog/redheads-and-witchcraft

The history of redheads and witchcraft

บูเช็กเทียน จากหญิงสาวสามัญชนสู่การเป็นฮ่องเต้หญิงเพียงหนึ่งเดียวของแดนมังกร

ในประวัติศาสตร์จีน “บูเช็กเทียน” ถือเป็นผู้หญิงธรรมดาที่กลายเป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์จีน เพราะนางคือผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้หญิงองค์แรกและองค์เดียวของจีน ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนไปดูเรื่องราวชีวิตของพระนางกันว่าทำอย่างไรหญิงสาวสามัญชนถึงกลายเป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่ได

‘อู่เจ๋อเทียน’ ตามสำเนียงกลาง หรือ ‘บูเช็กเทียน’ ตามสำเนียงฮกเกี้ยนอย่างที่ผู้คนทั่วไปนั้นรู้จักกัน พระนางเกิดในเมืองลี่โจว มณฑลเสฉวน ประสูติวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.624 (พ.ศ.1167) และสวรรคต ค.ศ.705 (พ.ศ.1248) พระชนม์ 81 พรรษา

เริ่มต้นจากคุณหนูสามัญชนตระกูลพ่อค้า

พระนางเติบโตมาในครอบครัวที่มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย เนื่องจากบิดาเป็นพ่อค้าสามัญชน แต่มีฐานะ ส่วนทางฝ่ายมารดานั้นมาจากตระกูลหยาง ซึ่งถือเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากในสมัยนั้นเนื่องจากว่ามีเชื้อสายจากราชวงศ์สุย ซึ่งปกครองจีนมาก่อนราชวงศ์ถัง มีพระนามปรากฏว่าท่านหญิงหยาง

เนื่องจากเกิดในตระกูลที่มีฐานะ มีคนรับใช้ทำให้นางไม่เคยต้องทำงานบ้านสักอย่างเดียว อีกทั้งยังมีบิดาที่คอยสนับสนุนให้นางเรียนหนังสือ

ซึ่งแตกต่างจากบิดาที่มีบุตรีบ้านอื่น ๆ ในสมัยนั้นมาก(เนื่องจากสมัยนั้นผู้หญิงจะไม่เรียนหนังสือแบบผู้ชายกัน) ส่วนตัวของพระนางบูเช็กเทียนเองก็ตั้งใจเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ ทั้งการเมือง การปกครอง วรรณกรรมและดนตรีเป็นอย่างดีจึงเติบโตมาอย่างชาญฉลาด และมีความรู้มากมาย

เริ่มเติบใหญ่และมุ่งหน้าสู่วังหลวง

เมื่อสถาปนาราชวงศ์ถังสำเร็จ อู่ซี่อฮั่ว บิดาของพระนางบูเช็กเทียน ก็ได้รับตำแหน่งเสนาบดีอาวุโส และเจ้าเมืองครองเมืองหยางโจว ลี่โจว และจิงโจว ปัจจุบันคือ เขตเจียงหลิง ในมณฑลหูเป่ย์ ดังนั้นจากบุตรสาวพ่อค้าจึงกลายสถานะมาเป็นบุตรสาวเสนาบดึ

เมื่ออายุ 14 ปี เธอย้ายเข้าไปในวังเพื่อรับใช้จักรพรรดิ ‘ไท่จง’ และด้วยกิตติศัพท์ความงามของนางก็เลื่องลือไปทั่วแว่นแคว้น จนทราบไปถึงจักรพรรดิถังไท่จง

จักรพรรดิไท่จง

พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้นำพระนางเข้าวังมาถวายตัวเป็นนางสนมในราชสำนัก โดยอยู่ในรุ่นเล็ก ทั้งนี้มีข้อมูลว่า แต่ก่อนระดับของนางสนมนั้นมีลดหลั่นกันถึง 9 ชั้น โดยพระนางเป็นนางสนมชั้นที่ 5

เมื่อพระเจ้าถังไท่จงเสด็จสวรรคตลงใน ค.ศ.649 (พ.ศ.1192) เนื่องจากพระนางไม่มีพระโอรสหรือธิดา เมื่อพระจักรพรรดิเสด็จสวรรคต พระนางจึงต้องออกบวชเป็นภิกษุณี ตามประเพณีโบราณ

พระนางถูกส่งตัวไปประจำอยู่ที่วัดกานเย่ และประทับอยู่ที่นั่นอย่างน้อยสองปี พระเจ้าถังเกาจง(เป็นลูกของพระเจ้าไท่จงและเป็นจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน)เสด็จไปที่วัดนั้น เพื่อประกอบพระราชพิธีถวายกุศลแก่พระราชบิดา ก็ได้พบนางอีกครั้ง

กลับเข้าวังหลวงมุ่งหน้าสู่บัลลังก์มังกร

ในท้ายที่สุดพระนางก็ได้กลับเข้าวังคราวนี้พระนางได้ตำแหน่ง ‘เจาหยี’ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดใน 9 ชั้นของนางสนม และแน่นอนว่าสิ่งนี้ได้ทำให้พระนางมีอิทธิพลในการบริหารราชการภายในวังอย่างมาก ในตลอดรัชสมัยของพระเจ้าถังเกาจง

พระเจ้าถังเกาจง

อีกทั้งพระนางยังได้ให้กำเนิดพระโอรสสองพระองค์ตามลำดับ คือ เจ้าชายหลี่หง และเจ้าชายหลี่เสียน จากนั้นจึงได้กำเนิดพระธิดาอีกพระองค์หนึ่ง

และในตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าพระนางได้สูญเสียพระธิดาไป พระนางทรงกล่าวหาว่าพระจักรพรรดินีเป็นสาเหตุให้พระธิดาของพระนางสิ้นพระชนม์

จักรพรรดิถังทรงเชื่อในข้อกล่าวหาว่าพระจักรพรรดินีของเขาว่าเป็นผู้วางแผนปลงพระชนม์พระธิดาของพระองค์ จึงทรงให้ถอดยศและขับไล่พระจักรพรรดินีหวังออกจากราชสำนัก

จากนั้นจึงแต่งตั้งพระสนมเอกบูเช็กเทียนขึ้นเป็นพระจักรพรรดินี โดยข้ออ้างว่า พระจักรพรรดินีองค์ก่อนไม่มีพระราชโอรส และในช่วงปลาย ค.ศ.655 พระนางบูเช็กเทียนได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นพระอัครมเหสี หรือฮองเฮา ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดที่สตรีในวังหลวงต่างใฝ่ฝันที่จะก้าวขึ้นมาได้

เนื่องจากพระเจ้าถังเกาจงมีพระสุขภาพที่ไม่ดี ป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ พระนางจึงกลายเป็นผู้ดูแลราชสำนักโดยปลดพระเจ้าจงจง (หลีเสี่ยน) ลงจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้งให้พระเจ้ารุ่ยจง (หลี่ตั้ง) ขึ้นเป็นจักรพรรดิที่อยู่เพียงแค่ในตำหนักไม่อาจที่จะเข้าร่วมกิจการของรัฐ

พระเจ้าถังจงจง
พระเจ้ารุ่ยจง

มีเพียงพระนางที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระสวามีที่จากไปในฐานะอู่ไทเฮา (พระมารดาขององค์จักรพรรดิ)

และในอีก 7 ปีต่อมา พระนางทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็นจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน (บูเช็กเทียน) พร้อมกับสถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่จากเดิมคือราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์โจวในวันที่ 9 เดือน 9

ซึ่งนับเป็นการขึ้นสู่อำนาจสูงสุดอย่างเป็นทางการของจักรพรรดินีพระองค์แรกและองค์เดียวแห่งประวัติศาสตร์ของจีน อีกทั้งยังถือเป็นจุดเริ่มต้นการปกครองแผ่นดินโดยราชวงศ์โจวอีกด้วย ปีนั้นพระนางมีอายุ 64 ปี

การขึ้นสู่อำนาจของพระนางในฐานะองค์จักรพรรดินี อีกทั้งพระนางก็ได้ทำนุบำรุงพุทธศาสนาและให้ความสำคัญมากกว่าลัทธิเต๋า ให้ความสำคัญในราชกิจโดยการคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถเข้ารับราชการมากกว่าการรับบุตรหลานในตระกูลขุนนางเก่า ส่งผลให้เศรษฐกิจการเมืองในรัชสมัยของพระนางนับว่าพัฒนาไปมาก

อีกทั้งพระนางยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็นหรือพูดกันอย่างกว้างขวาง พร้อมกับรับฟังในความคิดเห็นเหล่านั้น

พระนางทรงให้ความสำคัญในการพัฒนาการเกษตร ทั้งยังสืบสานนโยบายจากรัชกาลก่อนโดยการลดความเข้มงวดการเกณฑ์แรงงาน การเก็บภาษี รวมทั้งการดำเนินนโยบายผ่อนปรนให้กับราษฎรทำให้แผ่นดินในรัชสมัยของพระนางมีความก้าวหน้าและเข้มแข็ง

จนกระทั่งต่อมา หลังจากที่ครองราชย์มาอย่างยาวนานจนอายุยืนยาวถึง 80 ปี พระโอรสองค์ที่เคยเป็นฮ่องเต้ถังจงจง ก็ทรงกลับมากราบทูลขอบัลลังก์คืน โดยมีเสนาบดีสนับสนุน

ดังนั้นพระนางจึงทรงคืนบัลลังก์ และเสด็จไปประทับนอกเมืองก่อนจะสิ้นพระชนม์ลงด้วยโรคชราเมื่อพระชนม์มายุ 81 ปี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1248

ปัจจุบันสุสานของพระนางนับอยู่เคียงคู่กับที่ฝังพระศพของถังเกาจงฮ่องเต้ ซึ่งแผ่นศิลาของพระนางกลับ ว่างเปล่าเพราะพระนางสั่งไว้ว่าไม่ต้องการให้จารึกอะไรไว้ทั้งสิ้น

จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์จีน เราว่า พระนางบูเช็กเทียน คือ feminist ที่ประสบความสำเร็จที่สุด แต่ด้วยการปลูกฝังจากขงจื้อที่ว่าผู้ชายอยู่บนผู้หญิงอยู่ล่าง อาจจะทำให้พระนางบูเช็กเทียนถูกครหาในทางที่ไม่ดีหลายอย่าง อาทิเช่น เป็นสตรีที่โหดร้าย โดยพระนางใช้อำนาจกระทำการอันสยดสยอง เข่นฆ่าผู้คนที่ไม่มีความผิดเป็นจำนวนมาก

แต่นั้นก็เป็นแค่เพียงคำบอกกล่าวที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงค่ะว่าพระนางเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่นางเป็นคนที่เก่ง จากสตรีสามัญสามารถนำตัวเองไปสู่จุดสูงสุดของประเทศได้ อีกทั้งยังอยู่เหนือผู้ชายในสังคมจีนที่มีสังคมชายเป็นใหญ่ด้วยแล้ว และยังสามารถทำให้ประชาชนในรัชสมัยที่พระนางปกครองอยู่มีเศรษฐกิจที่ดี ไม่อดอยาก และนั่นทำให้เราคิดว่าบางทีพระนางอาจจะโดนให้ร้ายทางประวัติศาสตร์ด้วยแน่ ๆ อยากให้ฟังหูไว้หูกันก่อนค่ะ สุดท้ายแล้วผู้หญิงเราสามารถนำพระนางเป็นแบบอย่างเพื่อให้เป็นผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้ชายกันได้นะคะ💙

อ้างอิง : https://www.silpa-mag.com/history/article_28241

https://www.ducksters.com/history/china/empress_wu_zetian.php

http://projects.leadr.msu.edu/traditionaleastasia/exhibits/show/badass-female-rulers/empress-wu

https://ivypanda.com/essays/how-did-wu-zetian-become-the-emperor/

ภายใต้สังคมชายเป็นใหญ่ ใครว่าการเป็นผู้ชายไม่เจ็บปวด

หากพูดถึงสังคมปิตาธิปไตย คนส่วนใหญ่มักชอบคิดว่าเหยื่อของสังคมชายเป็นใหญ่มีแต่ผู้หญิงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสังคมปิตาธิปไตยล้วนทำร้ายและกดขี่ทุกเพศแม้แต่ “ผู้ชาย” เองก็ตาม

ปัจจุบันเหล่าสตรีนิยมมากมายต่างพากันออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและหญิง ดังนั้นเมื่อคนส่วนมากมุ่งเน้นความสนใจไปยังสตรีนิยมที่ให้ประโยชน์แก่ผู้หญิง ทันใดนั้นผู้คนก็ละทิ้ง และพากันหลงลืมส่วนที่สำคัญเหมือนกันอย่างผู้ชายไปเลย

แนวคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ หรือ ปิตาธิปไตย เป็นระบบสังคมหรือระบบการปกครองที่ถูกใช้กันมาอย่างแพร่หลาย แนวคิดนี้จึงผลิตชุดค่านิยมต่าง ๆ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้ทำร้ายเพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังทำร้ายผู้ชายในระบอบอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปในภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำทางเพศเราจะสามารถพบได้ว่าโดยรวมแล้ว ผู้หญิงก็ยังคงเป็นเพศที่เสียเปรียบและถูกกดขี่ทางสังคมมากกว่าอยู่ดี

ซึ่งสามารถเห็นตัวอย่างง่าย ๆ ได้จากตำแหน่งของผู้นำในประเทศของเราที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้ชายเสียส่วนมาก เนื่องจากไม่ว่าต่อให้ผู้หญิงจะเก่งขนาดไหน แต่บทบาทของผู้หญิงก็ยังถูกสังคมตีกรอบเอาไว้ว่าไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นผู้นำของผู้ชายได้อยู่ดี หากมีก็มีจำนวนน้อย

หรือวันหนึ่งหากผู้หญิงจะลาออกจากงานก็อาจจะเป็นเพราะต้องออกไปทำหน้าที่แม่ที่ต้องทุ่มเทชีวิตเลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ ส่วนผู้ชายก็มีหน้าที่เป็นผู้นำ หาเลี้ยงปากท้องของครอบครัวต่อไป นี่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผู้หญิงส่วนมากต้องการที่จะทำลายระบอบสังคมชายเป็นใหญ่ให้หมดสิ้นไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะไม่เจ็บปวดจากสังคมชายเป็นใหญ่เช่นกัน

สังคมไทยทำให้คุณค่าทางสังคมไปผูกติดอยู่กับคำสอนเกี่ยวกับความเป็นชายที่ว่า เป็นผู้ชายจะต้องมีความเป็นผู้นำ สามารถดูแลครอบครัวได้ รวมไปถึงการที่ผู้ชายจำเป็นต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา ห้ามแสดงความอ่อนแอ อย่างเช่น การร้องไห้

ซึ่งบางทีมันก็ถูกนำไปเกี่ยวข้องกันกับการที่เวลาผู้ชายแสดงอารมณ์ความอ่อนแอ หรืออ่อนไหวให้เห็น ก็มักจะมีคำพูดที่ว่า แค่นี้ร้องไห้ก็ไปใส่กระโปรงเถอะ ซึ่งคำประเภทนี้จะถูกนำมาใช้เป็นคำวิจารณ์เชิงลบที่เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ชายรู้สึกไม่ดี ไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย

เรามีอีกตัวอย่างหนึ่งที่กดทับผู้ชาย ก็คือการใช้คำว่า “เข้มแข็ง” แม้คำนี้จะดูเหมือนว่ามันจะเป็นคำเชิงบวกที่ผู้คนต่างให้ความเห็นว่าเป็นคุณลักษณะที่ดี แต่เมื่อเราลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว คำว่า “เข้มแข็ง” ถูกทำให้มีความหมายในลักษณะที่ผูกติดเข้ากับเรื่องของร่างกายและความเป็นเพศชายอีกด้วย

ดังนั้นเราไม่อยากให้ทุกคนลืมความจริงที่ว่าผู้ชายเองก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเพศหญิง พวกเขาก็ร้องไห้เป็น มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ปกติทั่วไป ภายใต้ระบอบสังคมชายเป็นใหญ่นี้ ทุกคนในสังคมต่างก็พากันคาดหวังความเป็นสุภาพบุรุษจากเพศชาย ให้ผู้ชายต้องคอยดูแลผู้หญิง เช่น เวลาขึ้น Mrt ถ้าหากผู้ชายนั่งอยู่แล้วมีผู้หญิงมายืนข้างหน้า ทุกคนก็มักจะคาดหวังให้ผู้ชายลุกเพื่อให้ผู้หญิงได้นั่งอย่างสบาย

ทั้ง ๆ ที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนชรา พระ สตรีมีครรภ์หรือเด็ก รวมไปถึงผู้พิการเลย แต่เพียงแค่เพราะด้วยภาพลักษณ์ทางเพศของผู้ชายที่ดูแข็งแรงกว่า ทำให้ผู้คนคาดหวังว่าผู้ชายจะต้องลุกให้ผู้หญิงนั่ง ซึ่งความจริงแล้วเราคิดว่าการที่เราเป็นเพศหญิง ถ้าหากไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือป่วยอะไรก็ไม่ควรใช้อภิสิทธิ์ความเป็นหญิงของตนเพื่อให้ได้ที่นั่งทั้งที่ไม่จำเป็นเลย

จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามันเป็นความจริงที่ผู้หญิงถูกปกครองด้วยสังคมชายเป็นใหญ่ และมีผู้ชายคอยดูแลเป็นผู้นำ มีอำนาจทางสังคมเหนือกว่าผู้หญิง

แต่ในทางกลับกัน ผู้ชายก็ถูกปกครองด้วยระบบที่สังคมคาดหวังเช่นกัน นั่นหมายความว่าผู้ชายจะดูไม่เป็น “ผู้ชายที่ดี” ถ้าหากไม่สามารถสร้าง หรือมีคุณลักษณะต่าง ๆ แบบนี้ได้(อย่างการมีความเป็นสุภาพบุรุษ,เข้มแข็ง) โดยคุณลักษณะดังกล่าวนี้ ก็ได้สร้างความลำบาก และความอึดอัดใจให้ผู้ชายหลายคนเช่นกันค่ะ

สังคมชายเป็นใหญ่กดทับผู้ชาย ดังนี้

  • เป็นผู้ชายจะต้องมีความเข้มแข็ง ห้ามร้องไห้ ห้ามแสดงความอ่อนแอเพราะจะไปขัดกับความเป็นลูกผู้ชาย
  • ผู้ชายต้องเสียสละให้กับผู้หญิงก่อนเสมอ
  • หากผู้ชายชอบสิ่งใดที่สื่อถึงความเป็นหญิงจะชอบโดนล้อหรือแซวทันที อย่างเช่น ชอบตุ๊กตา ชอบสีชมพู รักสวยรักงามดูแลตัวเอง แต่งหน้าก็ไม่ได้ หากใส่กระโปรงก็อาจจะมีสายตาจับจ้อง
  • หากผู้ชายโดนลวนลามทั้งทางคำพูดหรือการกระทำจะกลายเป็นเรื่องตลกทันที ไม่จริงจัง อย่างเช่น ประเด็น หอม ที่มีผู้ชายเข้าไปคอมเมนท์ใต้รูปผู้หญิงแล้วโดนคนรุมวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าเวลาผู้หญิงไปคอมเมนท์ใต้รูปผู้ชายว่า น้ำเดิน กลับไม่มีใครเข้าไปด่ากล่าวแต่อย่างใด

ย้อนกลับมาที่บทบาททางเพศ เมื่อสังคมผูกความเป็นหญิงไว้กับความอ่อนแอ และผูกความเป็นชายไว้กับความแข็งแกร่ง เราจะสังเกตได้ว่าผู้หญิงที่แสดงออกแบบผู้ชายจะได้รับการยอมรับมากกว่าผู้ชายที่แสดงออกแบบผู้หญิง หรือคำที่ใช้ด่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นการพูดถึงความเป็นหญิงทั้งนั้น

อีกทั้งการที่ผู้ชายถูกค่านิยมทางสังคมที่มองว่า เพศชายนั้นเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูภรรยา และลูกให้อยู่ดีกินดี ต้องเป็นสามี และพ่อที่ดีเสมอ ซึ่งผู้หญิงก็สามารถทำงานได้เหมือนกัน การเป็นสามีภรรยากันไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องคอยทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว

มันคือสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพึงกระทำเพื่อจุนเจือครอบครัวของตัวเอง มันไม่ใช่การวางหน้าที่อันหนักอึ้งให้ใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งการวางหน้าที่หนักอึ้งให้เพียงแค่คนเพียงหนึ่งนี้เราเรียกว่า Toxic Masculine หรือความเป็นชายทำพิษ และมันยังสร้างภาระให้กับเพศชาย เหมือนกับว่าผู้ชายถูกโยนภาระหลายอย่างเข้าตัว และถ้าไม่สามารถบรรลุแก่ความคาดหวังที่สังคมมอบไว้ให้ได้ ผู้ชายคนนั้นจะไม่เป็นผู้ชายที่ดีตามแบบที่สังคมกำหนดไปเลยค่ะ

โดยภาวะความเป็นชายทำพิษ (Toxic masculinity) จะผลิตผู้ชายที่ก้าวร้าว กดทับผู้ชายที่ไม่แสดงออกเหมือนกับตัวเอง และส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง รวมไปถึงผู้หญิงและสังคมในที่สุด

อาจกล่าวได้ว่าระบบโครงสร้างทางสังคมสามารถนำไปสู่ภาวะความเป็นพิษต่อทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย เพศหญิง หรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศก็ตาม

เมื่อระบบโครงสร้างทางสังคมเป็นตัวปัญหา ดังนั้นก็ต้องแก้ไขที่ตัวระบบ คุณจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อธิบายไว้ว่า “ต้องเริ่มบ่มเพาะจากสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม ควบคู่กับการปรับบทบาทของผู้ชายในเรื่องการทำงานบ้าน การดูแลครอบครัว ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมายที่เอื้อให้ผู้ชายสามารถอยู่บ้านดูแลลูกได้”

ทุกคนคงพอจะมองเห็นถึงความเสียหายของสังคมปิตาธิปไตยว่าไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้หญิงเท่านั้น แต่เกิดกับทุก ๆ เพศแล้วใช่ไหมคะ ค่านิยมของสังคมชายเป็นใหญ่ทำให้พวกเราขาดความเป็นอิสระในการแสดงออกทางเพศของตัวเอง และขาดอิสระในการที่จะเป็นตัวเอง ผู้ชายไม่สามารถแสดงอารมณ์อ่อนไหว และผู้หญิงถูกกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจและแก้ไขในแนวคิดที่ทำพิษถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปฏิบัติต่อกันในสังคมนะคะ และยิ่งไปกว่านั้นก็คือเราคิดว่าสามารถแก้ปัญหาได้โดยการเข้าไปแก้กฎหมาย หรือเพิ่มสิทธิ เสรีภาพให้กับทุกเพศอย่างเท่าเทียมและอย่างเข้าใจค่ะ💙

อ้างอิง: https://medium.com/@lizarakelian/patriarchy-hurts-men-too-23562a2276a3

https://www.sanook.com/news/7892766/

https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2#:~:text=%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%20(%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%3A%20patriarchy)%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A,%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2

Beauty-standards ทำร้ายผู้หญิงในแต่ละยุคอย่างไร ไปดูกัน!

เมื่อหุ่นและน้ำหนักถูกเอาไปยึดติดกับคุณค่า สุขภาพ และความงาม เราหลาย ๆ คนก็เลยพยายามอย่างมากที่จะทำให้ตัวเองตรงกับภาพที่สังคมปัจจุบันตีกรอบไว้

วันนี้เราจะพาทุกคนมาส่องมาตรฐานงามของหญิงสาวในแต่ละยุคสมัย ที่จะสะท้อนให้เราเห็นถึงวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมในยุคสมัยนั้น โดยตลอดระยะเวลาหลายพันปีมานี้มาตรฐานความงามของหญิงสาวต่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าโลกของเราในแต่ละยุค เขานิยมรูปร่างและหุ่นแบบไหนกัน!

ความงามแบบอียิปต์โบราณ (ก่อนค.ศ. 1292-ค.ศ. 1069)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • ต้องมีหุ่นผอมบาง
  • มีไหล่ที่แคบ
  • มีเอวที่สูง
  • ใบหน้าต้องมีความสมมาตร

ในสมัยอียิปต์โบราณผู้หญิงได้รับอิสระและเสรีในหลายอย่าง อีกทั้งยังส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่ผิดซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ของสังคมในสมัยนั้น และผู้หญิงสามารถหย่าร้างกับสามีได้โดยไม่ต้องอับอาย

ความงามแบบกรีกโบราณ (ก่อนค.ศ.500-ค.ศ. 300)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • ต้องมีรูปร่างที่อวบอ้วน
  • ตัวแน่นเหมือนอยู่ดีกินดี
  • มีผิวที่ขาว

ในยุคกรีกโบราณผู้ชายถือว่าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ดังนั้นในยุคนี้ผู้ชายจะต้องเผชิญกับมาตรฐานความงามและความสมบูรณ์แบบมากกว่าผู้หญิง จึงทำให้คนยุคนั้นไม่ค่อยได้สนใจในเรื่องรูปร่าง และความงามของผู้หญิงเท่าไหร่ค่ะ

แต่หากพูดถึงกรีกแล้วนึกถึงความงาม หลายคนอาจจะนึกถึง ‘วีนัส’ เทพีความงามและความรัก วีนัสเป็นได้ทั้งชื่องานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ความงาม และความสมบูรณ์ของเพศหญิงในมิติที่ศิลปะถ่ายทอดออกมา

ศิลปะที่มีชื่อเกี่ยวกับวีนัสมีหลายชนิดแต่วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูรูปปั้นศิลปะเพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ “Venus of Willendorf” เป็นงานประติมากรรมในยุคหินเก่าตอนปลาย (24,000BC – 22,000BC) แกะสลักด้วยหินขนาดเล็ก

ทุกคนที่เห็นรูปปั้นดังกล่าวคงตกใจกันไม่น้อยว่าทำไมถึงมีรูปร่างหน้าตาประหลาดใช่ไหมคะ นั่นเป็นเพราะว่าเนื่องจากรูปปั้นนี้เป็นงานประติมากรรมที่แสดงถึงเพศหญิงอย่างชัดเจน และตัวรูปปั้นมีสรีระที่แน่นสมบูรณ์มาก

จากงานศิลปะจะแสดงให้เห็นถึงรสนิยมแนวความคิดของศิลปินได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ที่คล้ายคลึงกัน คือ ศรีษะที่ไม่แสดงรายละเอียดของหู ตา จมูก แต่ทำเป็นเป็นปุ่มเล็ก ๆ แขนและขาลีบไม่ปรากฏเท้าและนิ้วเท้า เต้านมใหญ่ ท้องยื่นคล้ายกำลังตั้งครรภ์ แสดงอวัยวะเพศชัดเจน

ซึ่งมีความเชื่อว่ารูปปั้นนี้สร้างขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ หรือ เพื่อเป็นการขอบุตรด้วยค่ะ

ความงามแบบราชวงศ์ฮั่น (206ปีก่อนคริสตกาล-ปีคริสต์ศักราช 220)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • เอวต้องบาง
  • มีผิวที่ซีด
  • ตาโต
  • เท้าเล็ก

การมีเท้าเล็กเป็นหนึ่งในมาตรฐานความงามของจีนที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี อีกทั้งในสมัยราชวงศ์ฮั่นยังมีวัฒนธรรมที่นิยมหญิงสาวที่มีรูปร่างผอม ผมสีดำยาว ฟันขาวและริมฝีปากสีแดง ในอดีตคนจีนนิยมหญิงสาวที่มีความเป็นแม่ศรีเรือนเป็นพิเศษ

ความงามแบบคนอิตาลีในยุคเรอเนสซองส์ (1400-1700)

จะสังเกตได้ว่าชุดในยุคนี้จะเน้นดันหน้าอกให้ดูเด่นเป็นพิเศษ

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • ต้องมีหน้าอกใหญ่
  • ท้องกลม
  • สะโพกผาย
  • ผิวขาว

ในยุคสมัยช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาอิตาลี เป็นหน้าที่ของภรรยาที่จะต้องเป็นตัวแทนที่ช่วยสะท้อนถึงสถานะของสามีตนจากรูปลักษณ์ภายนอกรวมไปถึงด้านพฤติกรรมของพวกเธอ

ดังนั้นผู้หญิงยุคนี้จะต้องสวยงามและสมบูรณ์แบบเพื่อแสดงถึงความดีงามของสามี โดยรูปร่างที่คนในยุคสมัยนี้นิยม คือ หญิงสาวที่มีรูปร่างกลมกลึง ผมบลอนด์และผิวขาว

ความงามแบบวิคตอเรียน (1837-1901)

จะสังเกตเห็นได้ว่าหญิงสาวในรูปมีเอวที่เล็กมากมาจากการสวมใส่คอร์เซ็ตที่รัดแน่นเป็นประจำสม่ำเสมอ

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • รูปร่างอวบอ้วน
  • มีเนื้อมีหนัง
  • เอวคอด

ในยุคสมัยนี้มาตรฐานความงามของผู้หญิงจะนิยมการมีสะโพกที่ผาย และมีเอวคอดกิ่ว ในยุคนี้เราจึงจะได้เห็นหญิงสาวชนชั้นสูง ไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ในยุโรป รัดรูปร่างตัวเองเอาไว้ภายใต้โครงกระดูกปลาวาฬที่เรียกว่า “คอร์เซ็ต”

นิยามความงามของผู้หญิงในยุคนี้ถึงแม้ว่าดูภายนอกจะสวยดี ทว่าแท้จริงแล้วความงามเช่นนี้มักมาพร้อมกับความทรมานที่พวกเธอไม่อาจปริปากบอกใครได้ อีกทั้งคอร์เซ็ตที่ว่ายังจะเริ่มทำลายสุขภาพของสาว ๆ ทีละเล็กทีละน้อย จากการปรับกระดูกสันหลังของพวกเธอให้ผิดปกติ ไปจนกระทั่งพรากลมหายใจของพวกเธอไปได้ในที่สุด

ชุดสุ่มกระโปรงบานที่สวยสดงดงามถือเป็นอีกหนึ่งความอันตรายที่มาพร้อมความงาม เมื่อผู้หญิงที่สวมใส่ชุดกระโปรงสุ่มดังกล่าวไปทำงานในโรงงานยังต้องเคยสังเวยชีวิตจากการที่กระโปรงสุ่มแสนเกะกะเข้าไปติดกับเครื่องจักรกลมาแล้ว

อีกทั้งความงามดังกล่าวนี้ยังคร่าชีวิตผู้หญิงในประเทศอังกฤษไปราว 3000 คน จนกระทั่งในเวลาต่อมาต้องมีกฎให้พวกเธอหยุดใส่กระโปรงสุ่มเข้ามาทำงานในโรงงานในที่สุด

ความงามแบบยุคRoaring Twenties (ค.ศ. 1920)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • ต้องมีหน้าอกแบน
  • เอวบาง
  • ผมต้องเป็นทรงบ๊อบสั้น
  • มีคาแรคเตอร์เหมือนผู้ชาย

ความงามในช่วงปี ค.ศ. 1920 หญิงสาวจะนิยมรูปลักษณ์ที่ดูมีความก้ำกึ่งระหว่างสองเพศอย่างเพศชายและเพศหญิงผสมปนเปกัน พวกเธอจะสวมชุดชั้นในที่ทำให้หน้าอกแบน และสวมเสื้อผ้าที่ไม่โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้หญิง ผู้หญิงส่วนมากถึงกับตัดผมให้สั้นลงเพื่อละทิ้งความเชื่อที่ว่าผมยาวบ่งบอกถึงความสวยงามของผู้หญิง

ความงามแบบยุคทองฮอลลีวูด (ช่วงยุค 1930-1950)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • มีส่วนเว้าส่วนโค้ง
  • รูปร่างแบบนาฬิกาทราย
  • หน้าอกใหญ่
  • เอวบาง

ในยุคนี้เทรนด์หุ่นที่เหมือนผู้ชายได้หมดลงไปและผู้หญิงพากันกลับมานิยมรูปร่างที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งเหมือนนาฬิกาทราย ตัวอย่าง มาตรฐานของหญิงสาวในยุคนั้น คือ มารีลิน มอนโร ดาวค้างฟ้าของฮอลลีวูดนั่นเอง

Marilyn monroe

ความงามแบบยุค 60 (ช่วงยุค 1960)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • มีรูปร่างผอม
  • ขาเรียวยาว
  • มีร่างกายที่เหมือนเด็กสาววัยรุ่น

ความสงบ ความรักและความผอมดูเหมือนจะเป็นคำขวัญของความงามในอุดมคติของผู้หญิงในปี 1960 “ Swinging London” เป็นคำที่ใช้อธิบายแฟชั่นและวัฒนธรรมที่เฟื่องฟูของลอนดอนในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งมีอิทธิพลต่อการแต่งกายและสไตล์ของผู้หญิงในอเมริกาในช่วงเวลานั้น ซึ่งแฟชั่นที่ว่าก็คือแฟชั่นทรงเอไลน์และมินิสเกิร์ต

ความงามแบบซุปเปอร์โมเดล (ในช่วงยุค 1980)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • แข็งแรง
  • รูปร่างผอมเพรียวแต่ต้องมีส่วนเว้าส่วนโค้ง
  • สูง
  • แขนต้องกระชับมีกล้ามเนื้อ

ในช่วงยุคนี้เกิดกระแสที่หญิงสาวต่างพากันคลั่งไคล้การออกกำลังกายกันมากขึ้น วิดีโอการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้หญิงผอมแต่ก็ต้องฟิตด้วย

อีกทั้งในยุคนี้ยังพบว่าผู้หญิงเป็นโรคกลัวอ้วนเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่ามีสาเหตุมาจากความหลงใหลในการออกกำลังกายเพื่อที่จะมีหุ่นที่ผอมตามค่านิยมความงามในช่วงเวลานั้น

ความงามแบบสาวขี้ยา (ในช่วงยุค 1990)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • ต้องมีรูปร่างที่ผอมมาก ๆ เหมือนคนติดยา
  • มีผิวที่โปร่งแสง
  • ดูเป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ในยุคนี้นิยมผู้หญิงที่ดูอ่อนแอ และผอมบาง รูปร่างที่สาว ๆ นิยมคืออย่างเช่น kate moss นางแบบสาวผอมบาง ผิวซีด ที่มีความเป็นตัวเองและความชิคที่ไม่เหมือนใคร

Kate moss

ความงามแบบสาวยุคใหม่ (จากยุค 2000-ปัจจุบัน)

มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า

  • ต้องมีหน้าท้องที่แบนราบ
  • ผอมแบบสุขภาพดี
  • มีหน้าอกและก้นที่ใหญ่
  • มีช่องว่างระหว่างต้นขา(ขาไม่เบียดกัน)

Kim Kardashian เป็นต้นแบบของมาตรฐานความงามในอุดมคติสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ ผู้หญิงส่วนมากอยากผอม แต่ไม่ผอมจนเกินไป

พวกเธอนิยมความงามที่มีหน้าอกและก้นที่ใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาหน้าท้องที่แบนราบเอาไว้ด้วย ในยุคนี้ผู้หญิงส่วนมากต่างก็มองหาการทำศัลยกรรมเพื่อให้ตนเองอยู่ในมาตรฐานหรือเข้าใกล้ความงามดังกล่าวนี้มากขึ้น

kim kardashian

ทุกคนคงเห็นกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าความงามในแต่ละยุคแตกต่างกันไปตามยุคสมัย อีกทั้งการกำหนดมาตรฐานความงามในแต่ละยุคก็ยังสามารถสร้างความเจ็บปวด และทำร้่ายผู้หญิงได้อีกด้วยค่ะ

การที่ผู้หญิงในแต่ละยุคต้องคอยทำให้ตนเองมีรูปร่าง หรือความงามที่ใกล้เคียงกับค่านิยมสามารถสร้างความเจ็บปวดได้จริงค่ะ การที่ต้องพยายามมีรูปร่างที่ผอมบางทั้ง ๆ ที่สรีระตนไม่เป็นเช่นนั้นไม่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมากนะคะ

รวมไปถึงในยุคหนึ่งที่ผู้หญิงจะต้องรัดเอวของตนด้วยคอร์เซ็ตก็สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้หญิงเช่นกัน ความงามที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและร่างกายที่อ่อนแอไม่มีสุขภาพดี ไม่ใช่มาตรฐานความงามที่ดีเลยค่ะ

และเราไม่อยากให้ทุกคนยึดติดกับมาตรฐานความงามขนาดนั้นค่ะ เพราะมาตรฐานความงามจะบีบบังคับให้ผู้หญิงไม่ชอบในร่างกายที่ตนเองมีอยู่ ทำให้ผู้หญิงต้องหาหนทางและวิธีที่จะนำตนไปสู่ความงามที่สังคมบอกว่าสวยว่าดี ถึงแม้ว่าความงามเหล่านั้นจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม

ในสังคมปัจจุบันที่ให้ค่ากับคนผอม(แต่ต้องมีหน้าอกและก้นด้วย) มากกว่าคนอ้วนหรือคนที่มีรูปร่างแตกต่างออกไป สิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดังนั้นเราจึงอยากชวนทุกคนมาเปลี่ยนทัศนคติต่อคำว่า “อ้วน” กันค่ะ เพราะคำว่าอ้วนไม่ใช่คำที่ไม่ดีอย่างที่สังคมปัจจุบันพร่ำบอกเรามาตลอด

เพราะในแต่ละยุคสมัยที่เรานำมาให้ทุกคนดูในบางยุคคนที่อวบอ้วนก็เป็นมาตรฐานของความงามเหมือนกันนะคะ ดังนั้นมาตรฐานความงามสำหรับเราคือ ทุกรูปร่าง ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอม หน้าอกใหญ่หรือแบน เตี้ยหรือสูงก็ล้วนเป็นมาตรฐานความงามหมดเลยค่ะ

การที่เรามีรูปร่างที่ไม่เหมือนกับมาตรฐานความงาม หรือค่านิยมของสังคมไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลยค่ะ สุขภาพร่างกายที่ดีเกิดขึ้นได้ในขอบเขตของรูปร่างและขนาดร่างกายที่กว้างและหลากหลายมากค่ะ

ยิ่งพวกเราตระหนักได้ว่าร่างกายทุกรูปแบบนั้นมีคุณค่าเร็วเท่าไหร่ เราก็จะสามารถเรียนรู้ที่จะยอมรับและเห็นความงามในร่างกายของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น การรักร่างกายตัวเองไม่ใช่การคิดว่าร่างกายของเราดูดี แต่เป็นการคิดว่าร่างกายของเรานั้น “ดี” ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตามค่ะ💙

อ้างอิง: https://www.scienceofpeople.com/beauty-standards/

https://historydaily.org/crinoline-victorian-fashion

https://www.mentalfloss.com/article/69360/7-terrifying-beauty-practices-history

http://www.kenneymencher.com/2016/09/why-is-venus-of-willendorfso-important.html?m=1

“ความอัปยศ” ของ Masabumi Hosono ผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ Titanic

เกียรติยศ หน้าที่ และความอับอาย เป็นลักษณะสามประการที่หยั่งรากลึกลงไปในวัฒนธรรมญี่ปุ่น อันมีมานานหลายศตวรรษ การยอมตายอย่างกล้าหาญยังดีเสียกว่าที่จะรอดชีวิตกลับมาอย่างเสียเกียรติ และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “มาซาบูมิ โฮโซโน (masabumi hosono)” โดนนำมาโจมตีและโดนรุมประณามไปจนถึงวงศ์ตระกูลของเขาเพียงเพราะว่า เขาเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือไททานิก

เรื่องมีอยู่ว่าบนเรือไททานิกมีชาวญี่ปุ่นโดยสารมาด้วย โดยที่มีเขาเป็นชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียวบนเรือ ซึ่งเขาสามารถเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์เรือไททานิกล่มได้ด้วย แต่หลังจากนั้นสื่อญี่ปุ่นกลับโจมตีเขาว่า เป็นคนขี้ขลาด ไม่ยอมตายไปพร้อมกับคนอื่น ๆ เป็นเหตุให้เขาต้องตกงานไปช่วงหนึ่ง

ซึ่งถ้าหากมองกันตามธรรมชาติของมนุษย์เราแล้ว ใครจะอยากตายหากตนเองสามารถมีโอกาสรอดชีวิตกันใช่ไหมคะ โดยหากมองตามความคิดของคนทั่วไปก็คงคิดเหมือนว่าการที่ตัวมาซาบูมิรอดตายมาได้ไม่ถือเป็นความผิดหรือความน่าละอายจนถูกรุมประณามเลย แต่ด้วยวัฒนธรรมที่ฝังลึกของญี่ปุ่นกลับทำให้ชาวญี่ปุ่นไม่คิดเช่นนั้นกัน

ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมความคิดเกี่ยวกับซามูไรที่ว่า ถ้าหากนักรบซามูไรเสียเกียรติ เขาสามารถกอบกู้เกียรติยศของตัวเองกลับคืนมาได้โดยการเอาชีวิตของตนเข้าแลก ด้วยวิธีที่โหดร้ายโดยการกระทำฮาราคีรี

การทำฮาราคีรี คือ พิธีกรรมการจบชีวิตที่มีเกียรติสูงสุดโดยการคว้านท้อง พิธีนี้ทำกันเฉพาะในหมู่ของซามูไรเท่านั้น เนื่องจากพิธีการจบชีวิตนี้ทำให้พวกเขาสามารถกู้เกียรติยศศักดิ์ศรีคืนแก่คนในตระกูลของตนที่ยังมีชีวิตอยู่

ซึ่งเราคิดว่าแนวคิดดังกล่าวนี้คือสาเหตุหลักที่ส่งผลต่อความคิดของคนญี่ปุ่นในเรื่องของ มาซาบูมิ ตรงที่คนญี่ปุ่นคิดว่าเขาเห็นแก่ตัว เอาชีวิตรอดท่ามกลางผู้คนมากมายที่ต้องติดอยู่ในเรือและจบชีวิตลงในน้ำอันเย็นเฉียบ แต่เขากลับเอาชีวิตรอดออกมาได้ ซึ่งไม่สมเกียรติและมีศักดิ์ศรีเลยสักนิด

ถ้าหากว่าเขาตายลงไปพร้อมกับคนอื่น ๆ คนญี่ปุ่นคงจะไว้อาลัยให้เขาอย่างสมเกียรติ และคงคิดว่าเขากล้าหาญไม่ขี้ขลาดแบบที่สื่อญี่ปุ่นโจมตีเขา

แตกต่างกับวัฒนธรรมตะวันตกโดยสิ้นเชิง ที่ต่อให้เกิดปัญหาทางสังคมที่เกิดจากความผิดพลาดต่าง ๆ ก็สามารถขจัดมันไปได้การดำเนินการด้วยกฎหมาย การบำบัดทางจิต หรือแม้กระทั่งการสารภาพบาปต่อนักบวช

แนวคิดเรื่อง ความอัปยศเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้จนกว่า บุคคลนั้นจะทำในสิ่งที่คนในสังคมต่่างพากันคาดหวัง และความคาดหวังนั้นมักจะรวมไปถึงมาตรการที่รุนแรงในการเอาชีวิตมาลบล้างด้วยค่ะ

ในฐานะพนักงานของกระทรวงการขนส่งของญี่ปุ่น มาซาบูมิ โฮโซโน ได้เดินทางไปทำงานที่รัสเซียและจองตั๋วชั้นสองบนเรือที่แสนจะหรูหราเหมือนฝันอย่างไททานิก เขามาอังกฤษหลังจากที่ได้รับมอบหมายงานมาจากรัสเซีย ซึ่งเขาได้ศึกษาเกี่ยวกับกิจการรถไฟของประเทศ ขณะที่เขาขึ้นเรือไททานิกที่เซาท์แธมตันเพื่อเดินทางกลับญี่ปุ่น

Masabumi hosono

มาซาบูมิ หลับไปแล้วตอนที่เรือชนภูเขาน้ำแข็ง เสียงเคาะประตูห้องโดยสารได้ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น เขาจึงรีบออกไปข้างนอกก็พบกับลูกเรือที่สั่งให้มาซาบูมิซึ่งเป็นชาวต่างชาติย้ายไปที่ชั้นล่างของเรือซึ่งอยู่ห่างจากเรือชูชีพพอสมควร

มาซาบูมิเขียนเล่าเรื่องราวถึงประสบการณ์เฉียดตายที่เขาประสบพบเจอตอนเรือไททานิกล่มไว้ในจดหมายที่เขาเตรียมส่งให้กับภรรยาของเขา และข้อความนี้ได้มีการถูกตีพิมพ์เผยแพร่บน Titanica.org ในเวลาต่อมา

โดยตอนหนึ่งของเนื้อหาในจดหมายเขาเขียนยอมรับไว้ว่า “เขาไม่สามารถที่จะปัดเป่าความรู้สึกหวาดกลัวและความอ้างว้างได้เลย”

เขายังกล่าวต่อในจดหมายอีกด้วยว่าเขาได้เตรียมตัวไว้แล้วสำหรับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของชีวิตและหวังว่า “จะไม่ทิ้งสิ่งที่น่าอับอายไว้ในฐานะคนญี่ปุ่น”

แต่เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ท่ามกลางความตื่นตระหนกกับเรือที่ค่อย ๆ จมลง มาซาบูมิก็กำลังพยายามหาทางออกเพื่อเอาชีวิตรอดจากน้ำเย็นที่กำลังจะพรากชีวิตของเขาไปตลอดกาลเช่นกัน

ดังนั้นในตอนที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับมอบหมายให้โหลดเรือชูชีพลงทะเลเพื่อหนีตาย (ข้อมูลแต่ละที่แตกต่างกันไปค่ะบ้างก็บอกว่าเป็นเรือชูชีพลำดับที่ 10 ไม่ก็ลำดับที่13) ตะโกนใส่ฝูงชนว่ามีที่ว่างสำหรับคนอีกสองคน ต่อหน้าต่อตามาซาบูมิและชายคนหนึ่ง

พอได้ยินเช่นนั้นมาซาบูมิจึงรีบกระโดดลงเรือเพื่อหนีตาย เพราะว่าเขาก็เป็นมนุษย์ที่พยายามหาทางรอดให้ตน มีมนุษย์คนไหนบ้างที่ไม่รักตัวกลัวตาย

มาซาบูมิยังเขียนอีกว่า “ในตอนนั้นเขาพบว่าตัวเองอยู่ในความสิ้นหวังอย่างสุดซึ้งเมื่อคิดว่าตนจะไม่ได้พบคนที่รักและครอบครัวอีกตลอดกาล”

Carpathians ร่วมกับผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกในนิวยอร์ก

หลังจากได้รับการช่วยชีวิต ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆ โฮโซโนก็ได้กลับบ้านเกิดที่ญี่ปุ่น และหนังสือพิมพ์ยังกล่าวถึงเขาในพาดหัวข่าวว่า “หนุ่มญี่ปุ่นผู้โชคดี” อีกด้วย

เขาให้สัมภาษณ์และมอบรูปถ่ายครอบครัวแก่สำนักพิมพ์หลายฉบับในญี่ปุ่นและสิ่งเหล่านี้ยังทำให้เขากลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่งขึ้นมา

อย่างไรก็ตามในไม่ช้าสิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ สิ่งดีกลับกลายเป็นสิ่งร้ายอย่างหน้าฉงน เนื่องจาก มาซาบูมิ ถูกตำหนิจากหนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกา ในนั้นมีการประณามมาซาบูมิอย่างรุนแรงจาก Archibald Gracie ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและเป็นผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกอีกซึ่งผู้โดยสารคนดังกล่าวเรียกเขาว่า “พวกแอบหนีลงเรือ”

หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นเห็นดังนั้นจึงติดตามเรื่องนี้และรีบลงข่าวอย่างรวดเร็ว โดยมีเนื้อหาที่วิจารณ์มาซาบูมิต่อสาธารณะและตำหนิเขาสำหรับการกระทำที่ขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวของเขา ที่แอบหนีลงเรือแย่งที่นั่งผู้อื่นเอาชีวิตรอดในขณะที่ยังมีอีกหลายคนต้องตายอย่างน่ากลัวท่ามกลางมหาสมุทรที่หนาวเหน็บ

หลังจากนั้นมาซาบูมิ ถูกไล่ออกจากงานที่กระทรวง อีกทั้งยังมีหนังสือเรียนที่อ้างถึงกรณีของเขาว่าเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่น่าขายหน้า ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง

อาจารย์ผู้สอนหนังสือยังกล่าวอีกด้วยว่า การกระทำของเขาผิดจรรยาบรรณอย่างสิ้นเชิง

หลังจากนั้นไม่นานมาซาบูมิก็ได้งานคืนพร้อมคำอธิบายที่ว่า เขาเป็นพนักงานที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก

เขายังคงทำงานที่กระทรวงต่อจนกระทั่งเขาถึงแก่กรรมในปี 2482 อย่างไรก็ตามความอัปยศอดสูของเขาก็ยังคงตามติดเป็นเงาของชื่อเสียงวงศ์ตระกูลโฮโซโนต่อ

จดหมายของ มาซาบูมิ โฮโซโน ที่เขียนตอนเรือไททานิกกำลังจม

ในขณะที่มาซาบูมิไม่เคยพูดเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับเหตุการณ์คืนที่เรือไททานิกจม แต่ สมาชิกในครอบครัวของเขากลับตีพิมพ์จดหมายระบายอารมณ์ที่เขาเขียนถึงภรรยาของเขาหลายต่อหลายครั้งหลังจากที่เขาเสียชีวิต

จดหมายฉบับล่าสุดมาจากหลานของมาซาบูมิที่ชื่อ ฮารุโอมิ โฮโซโน ซึ่งเป็นนักดนตรีชื่อดังในญี่ปุ่น โดยเขาใช้ช่วงเวลาที่ หนังไททานิกของเจมส์คาเมรอนกำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ออกมาเผยแพร่จดหมายดังกล่าว

เมื่อจดหมายของมาซาบูมิถูกเผยแพร่ออกไป พร้อม ๆ กันกับการฉายของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ทำให้คนทั่วโลกรวมไปถึงคนญี่ปุ่นเห็นภาพเหตุการณ์ของโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ทุกคนก็คนเริ่มเข้าใจในเหตุการณ์ของผู้ที่ต้องมาประสบเคราะห์กรรมในครั้งนั้น ว่าพวกเขาพบเจอกับความโหดร้ายและน่ากลัวเพียงใด รวมไปถึงการเข้าใจว่าทำไมทุกคนต่างต้องเอาชีวิตรอดในสถานการณ์นั้น กระแสความรังเกียจตระกูลโฮโซโนในญี่ปุ่นก็เริ่มลดลง และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของชายคนนี้มากขึ้น

เราคิดว่าการพยายามดิ้นรนที่จะเอาชีวิตรอดของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกประณามหรือถูกรังเกียจเพียงเพราะวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกเลยค่ะ มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ มีมนุษย์คนไหนบ้างที่จะปล่อยให้ตนเองตายโดยไม่พยายามดิ้นรน ถ้าลองให้คนญี่ปุ่นเจอสถานการณ์แบบเดียวกับที่มาซาบูมิเจอ ก็ไม่รู้ว่าจะยอมสละชีวิตตนเองและตายอย่างสมเกียรติได้ไหม อีกทั้งคนเราก็ไม่ควรเชื่อคำพูดของสื่อทั้งหมดค่ะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เท่ากับว่าเราไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไรนะคะ💙

ที่มา: https://www.thevintagenews.com/2017/12/05/masabumi-hosono-rms-titanic/

เซ็ปปุกุ (ฮาราคีรี): การจบชีวิตอย่างสมเกียรติของนักรบซามูไร

ปิตาธิปไตยใต้รักแร้

ทุกคนเคยสังเกตหรือสงสัยกันไหมคะว่าทำไมขนรักแร้จึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงควรกำจัดไป? แต่กลับเป็นเรื่องปกติถ้าหากผู้ชายไว้ขนรักแร้

การเป็นผู้หญิงในสังคมไทยทำให้ผู้หญิงไม่สามารถไว้ขนรักแร้ได้ ถ้าหากมีขนรักแร้ก็มักจะโดนวิจารณ์เสมอ อย่างเช่น ประเด็นการ reaction ของชาวเน็ตต่อผู้หญิงไว้ขนรักแร้ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต่อคำวิจารณ์ของชาวเน็ตต่อผู้ชายใส่กระโปรงที่มีแต่คำชม ไม่โดนตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเป็นผู้ชายถึงใส่กระโปรง?’ ซึ่งต่างจากเรื่องขนรักแร้กับผู้หญิงที่บางทีจะมีคำถามที่ว่า ‘เป็นผู้หญิงทำไมถึงไว้ขนรักแร้?’

จากรูปตัวอย่างข้างบนจะเห็นได้ชัดว่า ทุกคนดูยอมรับกับผู้ชายใส่กระโปรง แต่กลับมีบางส่วนไม่โอเคกับผู้หญิงที่ไม่โกนขนรักแร้ บอกว่ามันมีกลิ่น แต่ไม่พูดถึงผู้ชายหลาย ๆ คนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไว้ขนรักแร้มาโดยตลอด แต่ไม่เคยโดนกดดันจากสังคมไล่ไปโกนมาก่อนเนื่องจากเป็นเพศชาย

ทุกคนคงพอจะเห็นถึงความแตกต่างของเพศชายและเพศหญิงแล้วใช่ไหมคะ เราจะสามารถเห็นได้ว่าบางทีสังคมก็ปฏิบัติต่อผู้หญิงเหมือนไม่ใช่มนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนต่างก็มีความไม่สมบูรณ์กันหมดทุกคนใช่ไหมคะ แต่สังคมกลับต้องการให้ ผู้หญิงมีความงามตรงตามที่มาตรฐานสังคมกำหนดไว้ อย่างเช่น ถ้าเป็นในสังคมไทย ผู้หญิงที่สวยจะต้อง ขาว สวย หุ่นดี ผิวเนียน ไม่มีขน

ซึ่งผู้หญิงที่ไม่ทำตามบรรทัดฐานของสังคม (โดยเฉพาะบรรทัดฐานที่ไม่ยุติธรรมอย่างเรื่องความงามของผู้หญิง) มักต้องแลกมาด้วยการใช้ชีวิตในสังคมยากขึ้น อย่างเช่น มีความไม่มั่นใจในรูปร่าง หน้าตา ของตัวเองเพราะตัวเองนั้นมีความสวยไม่ตรงตามบรรทัดฐานของสังคม

ผู้หญิงที่อยากเป็นคนสวยตามที่สังคมบอกจึงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องคอยดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา ต้องคอยกำจัดขนรักแร้ทุกเดือน(บางคนก็โกน บางคนก็ไปเลเซอร์ขนรักแร้กันค่ะ) แถมยังต้องดูแลรักแร้ของตนให้ขาวและเรียบเนียนอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าในสังคมมักจะมีกรอบ ค่านิยมที่ทำให้ผู้หญิงต้องขาว ต้องผอม ผิวต้องเนียน ขนรักแร้ห้ามมี แถมต้องมีรักแร้ที่เนียนและขาว คือ ปฏิบัติผู้หญิงเหมือนเป็นแค่ตุ๊กตาที่เกิดมาทำตามบรรทัดฐานของสังคมแล้วก็ตายไป ไม่มีฟังค์ชั่นอะไรไปมากกว่านั้น กลับกัน หากผู้ชายอ้วน ขนดก ผิวคล้ำ ก็ไม่เห็นมีใครไปคาดหวังให้เค้าเปลี่ยนอะไรเลยค่ะ

ซึ่งผู้หญิงก็เป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไปค่ะ ที่เกิดมาต้องมีขนขึ้นในแต่ละส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเฉกเช่นเดียวกับที่ผู้ชายมี แต่มีผลพวงจากสังคมปิตาธิปไตยนี่แหละค่ะที่ทำให้ผู้หญิงต้องคอยกำจัดขน และทำตามบรรทัดฐานที่สังคมขีดกรอบไว้

สังคมปิตาธิปไตยคืออะไร? ปิตาธิปไตย(patriarchy) เป็นระบบสังคมแบบหนึ่งที่ซึ่งเพศชายเป็นผู้กุมอำนาจหลักและครอบงำบทบาทในด้านผู้นำการเมือง อำนาจหน้าที่ทางศีลธรรม เอกสิทธิ์ทางสังคม และการควบคุมทรัพย์สิน

คำง่าย ๆ ที่สามารถอธิบายความหมายของปิตาธิปไตยก็คือ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ค่ะ

ชายเป็นใหญ่ คือ สังคมที่เอื้ออำนวยให้ผู้ชายหรือ ‘ความเป็นชาย’ มีคุณค่าเหนือกว่าและกดทับผู้หญิง หรือ ‘ความเป็นหญิง’ มีอำนาจโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า

ซึ่งความปิตาธิปไตยถือเป็นส่วนหนึ่งที่กดทับให้ผู้หญิงต้องกำจัดขนรักแร้เลยค่ะ เพราะถ้าหากไว้ขนรักแร้ก็อาจจะโดนล้อจากคนรอบตัว หรือโดนทักว่าเป็นผู้หญิงทำไมถึงต้องไว้ขนรักแร้ด้วย

เราคิดว่าถ้าหากทุกคนอยากหลุดพ้นจากสังคมปิตาธิปไตย สิ่งที่ทุกคนควรทำคือเลิกปฎิบัติตามกรอบ บรรทัดฐาน หรือค่านิยมที่ถูดกดทับมาจากผู้ชายกันค่ะ

เราควรเลิกให้ค่าชุดความคิดเก่าแก่นั้นไปและหันมาทำตามที่ตนเองต้องการค่ะ หากใครอยากไว้ขนรักแร้ก็สามารถไว้ได้ แต่ถ้าหากไม่อยากไว้ก็ควรไม่อยากไว้เพราะปัญหาเรื่องกลิ่น หรือไม่อยากไว้เพราะความรสนิยมของตนไม่ได้มีความคิดที่ว่าผู้ชายจะมองเราอย่างไรนะคะ

ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องขาว ต้องไม่มีขนรักแร้ ต้องตรงตามค่านิยมที่ผู้ชายในสังคมชอบก็สวยได้ค่ะ

มันมีแคมเปญในเมืองนอกมานานแล้วนะคะ เรื่องการรณรงค์ให้ผู้หญิงไม่โกนขนรักแร้ เพราะถือว่าเป็นการปลดปล่อยคำจำกัดความของความสวยงามที่ถูกกำหนดโดยผู้ชาย

ถือเป็น liberation อย่างหนึ่งที่ผู้หญิงต้องการจะบอกว่า การโกนขนรักแร้เพียงเพราะผู้ชายหรือสังคมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรทำ คิดว่ามันเป็นความงามที่แท้จริง คิดว่าผู้หญิงที่สวยต้องไร้ขนรักแร้ อันนั้นเป็นสิ่งที่ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งในสังคมต่อสู้มาตลอด

อย่างเช่น แคมเปญที่เกิดขึ้นต้นเดือนพฤษภาคม 2562 ช่างภาพรายหนึ่งในอังกฤษ คิดโปรเจ็คท์ “Natural Beauty” หวังกระตุ้นสังคมให้เปลี่ยนทัศนคติและมุมมองต่อมาตรฐานความงามตามธรรมชาติของผู้หญิง ด้วยการชาเล้นจ์โปรเจ็คท์นี้ในการถ่ายภาพหญิงที่มีขนขึ้นตามร่างกาย อาทิ ขนรักแร้ ขนหนวด ขนหน้าแข้ง ฯลฯ

เขาปล่อยภาพหญิงสาวในอิริยาบถต่าง ๆ โชว์ทั้งการไว้หนวด ปล่อยให้ขนรักแร้ยาว และขนหน้าแข้งยาว เพื่อหวังกระตุ้นให้สังคมมองความงามอีกด้านที่ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่ง แต่เป็นความงามตามธรรมชาติจริง ๆ ซึ่งมีผู้หญิงมากมายพากันเซลฟี่โฟกัสขนบนร่างกายตัวเอง ร่วมชาเล้นจ์โพสต์ลงกันอย่างเปิดเผย

แต่แค่นั้นยังไม่พอดาราฮอลลีวู้ดก็เคยร่วมแคมเปญ ตั้งแต่ จูเลีย โรเบิร์ตส์ และมาดอนน่า ดังนั้น ขอนะคะ อย่าไปล้อเลียนหากมีผู้หญิงไว้ขนรักแร้กันเลยค่ะ

เมื่อนำมุมมองต่อขนรักแร้ของผู้หญิงของต่างประเทศมาเทียบกับของประเทศไทยแล้ว จะเห็นได้ชัดเลยค่ะว่า ต่างประเทศเขาไปไกลกันแล้ว เพราะพวกเขามีแคมเปญสนับสนุนผู้หญิงให้เห็นถึงความงามของการมีขนรักแร้ หากมีขนรักแร้ก็ไม่ได้โดนวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด อีกทั้งยังมีดาราผู้หญิงที่เข้าร่วมแคมเปญเพื่อสนับสนุนผู้หญิงด้วยกันเองอีกด้วยค่ะ

แต่ในสังคมไทยถ้าผู้หญิงมีขนรักแร้ก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์เสีย ๆ หาย ๆ กันไปเลยค่ะ อีกทั้งดาราผู้หญิงในไทยก็ยังคงมีรักแร้ที่ขาวเนียน ไร้ขนไปตามบรรทัดฐานของสังคมเช่นเดิม ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง สังคมไทยจะสนับสนุนความงามตามธรรมชาติของผู้หญิงเช่นเดียวกับที่ต่างประเทศเขาทำกันค่ะ ถ้าทำได้จริงในสักวันก็จะไม่มีผู้หญิงคนไหนต้องเจ็บปวดกับการที่ตนเองไม่ตรงตามบรรทัดฐานของสังคมแล้วค่ะ

Julia roberts
Madonna

การมีขนตามร่างกายไม่ใช่เรื่องที่ผิดและไม่ควรถูกต่อต้านจากกรอบความงามของสังคมที่มาจากชายเป็นใหญ่เลยค่ะ ขอแค่เพียงทุกคนรักตัวเองให้มาก ๆ การจะกำจัดขนหรือไม่นั้นขอให้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความสบายใจของตัวเองไม่ใช่ความสบายใจของคนอื่นหรือสังคมนะคะทุกคน ความสวยที่แท้จริงไม่ใช่ความสวยที่เป็นไปตามค่านิยมของสังคมค่ะ 💙

ที่มา: https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2

https://people.com/style/celebrities-with-armpit-leg-hair/

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/beauty/news_2554312

ขนมรูปนกพิราบ colomba กับตำนานหลายฉบับ ฉบับไหนเป็นของจริง?

ไหน ๆ ก็ผ่านเทศกาลอีสเตอร์ หรือ Pasqua มาแล้วแล้ว เราอยากชวนทุกคนมารู้จักขนมประจำเทศกาลนี้จาก อิตาลี กันค่ะ

ประเทศอิตาลี เรียกเทศกาลนี้ว่า Pasqua (ปาสควา) ร้านเบเกอรี่จะมีขนมโคลอมบ้า Colomba ขนมรูปนกพิราบ (ภาษาอิตาลี Colomba แปลว่านกพิราบ)

ขนมปังอบโรยหน้าด้วยท็อปอร่อยๆ หลายชนิด เช่น ช็อคโกแลต อัลมอนด์ ครีมถั่วพิชตาชิโอ้ หรือผลไม้ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีคุกกี้ฟลอเรนติเน่ เลิฟ นอท (Florentine Love Knot Cookie) ขนมคุกกี้ที่ม้วนเป็นรูปเหมือนคนกำลังสวดมนต์อธิษฐาน ซึ่งขนมชนิดนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

แน่นอนว่ารูปร่างนกพิราบนั้น เแทนสันติภาพและความรักค่ะ โดยตัวขนมจะวางไว้ข้างกันกับไข่อีสเตอร์เพื่อแสดงถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซู บวกกับความเรียบง่ายของขนมที่ไม่มีช็อคโกแลต

เพราะช่วงอีสเตอร์ชาวคาทอลิกถือศีลอดงดของชอบ เลยไม่มีช็อคโกแลตค่ะ เพราะว่าการกินขนมหวานอร่อยก็ถือเป็นความบาปอย่างหนึ่ง

ตำนานของขนมโคลอมบานั้น ทุกเมืองต่างพากันเคลมว่าพวกตนนั้นเป็นต้นตำรับของแท้กันค่ะ

เริ่มด้วยตำนานที่ 1 ตั้งแต่ปี 610 จากเมือง Pavia ซึ่งเป็นเมืองหลักของแคว้น Lombardia

ในตอนนั้น ราชินี Teodolinda เตรียมตัวต้อนรับผู้แสวงบุญชาวไอริชนำโดย San Colombano ด้วยความอิตาเลียนเรื่องกินเรื่องปาร์ตี้เรื่องใหญ่

พระราชินีต้อนรับด้วยเครื่องดื่มอย่างดี กับการละเล่นที่ สมัยนั้นนิยมส่งหมาออกไปล่าสัตว์ล่านก แต่ ๆ สิ่งเหล่านี้คือความบาป นักบุญ Colombano ปฏิเสธเพราะเป็นช่วงถือศีลอด พระราชินีและ Agilulfo สามีของเธอจึงรู้สึกผิด นักบุญจึงให้พรเปลี่ยนสัตว์ที่ถูกล่ามาเป็นขนมปังนกพิราบสีขาว

ส่วนตำนานที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ Colomba หมายถึง เครื่องหมายแห่งชัยชนะของชาว Lombardia ในปี 1176 ต่อ the Holy Roman Empire จักรพรรดิ Federico Barbarossa ณ เมือง Legnano

ว่ากันว่าคนที่นำขบวนแห่รบ (คือคนอิตาเลียนเนี่ยออกรบก็ต้องมีขบวนแห่ ลากธง ลากไม้กางแขนออกมา เป่าแตรออกรบ)

ดังนั้นพอเห็นนกพิราบสองตัว บินลงมาเกาะบนเครื่องราชที่นำมาแห่ในสมรภูมิ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ทหาร เขาจึงให้พ่อครัวทำขนมปังรูปนกพิราบโดยใช้ไข่ แป้งและยีสต์

ชาวอิตาเลียนถือว่า Colomba เป็นขนมลูกของ Panettone เพราะมีสไตล์การทำคล้ายๆกัน

วิธีทำก็ง่ายๆ (ง่ายสำหรับชาวอิตาเลียนนะคะ)

คือ ใช้การหมัก 3 รอบ คือ 1. แป้ง, น้ำ, นมและยีสต์ จากนั้นอีก 2 ชม. เพิ่ม แป้ง, น้ำตาลและเนย อีก 1.5 ชม. เพิ่มแป้ง,เนย,ลูกเกด, ไข่,น้ำตาล,เกลือ,วานิลลาและเปลือกส้มเชื่อม

จากนั้นทิ้งไว้ 16 ชั่วโมง แล้วเอามาใส่ฟอร์มรูปนกพิราบ ตกแต่งหน้าด้วยไอซิ่งแป้ง, แป้งข้าวโพด, ไข่ขาว, น้ำตาลทรายแดง, อัลมอนด์และ อาจมีเฮเซลนัทด้วย ชั้นสุดท้ายโรยหน้าด้วยอัลมอนด์อีกและเมล็ดน้ำตาลแล้วนำเข้าอบในเตาอบ

ทางแคว้น Veneto จะทำไปเป็นรูปแบบ focaccia (คือขนมปังลักษณะกลมแบนๆ คล้ายแป้งพิซซ่า) ที่ออกรสหวาน จะให้เวลายีสต์เติบโต 10-12 ชม. และจะถูกตกแต่งเป็นหน้ากลม

สรุปเลย คือ เราคิดว่าไม่มีตำนานไหนยืนยันได้เลยค่ะว่าจริง เพราะว่าแต่ละเมืองนั้นก็ต่างพากันเคลมว่าเป็นขนมของตน โดยที่ไม่มีบันทึกหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันค่ะ 💙

ที่มา: https://italiantutor.uk/en/blog/post/la-colomba-di-pasqua-italian-tradition

Fugassa veneta

https://anitalianinmykitchen.com/italian-easter-dove-bread/

https://www.wantedinrome.com/news/colomba-the-story-of-italys-easter-cake.html

Fast fashion มาเร็ว ไปเร็ว แต่ส่งผลกระทบไว้มากกว่าที่คิด!

fast fashion คืออะไร? เป็นแฟชั่นที่ซื้อง่าย จำหน่ายเร็ว ราคาเป็นมิตรแต่มันไม่เป็นมิตรต่อโลกนะคะทุกคน อีกอย่างมันมีการกดขี่แรงงานด้วย ส่วนมากก็เสื้อผ้าใน shopee h&m uniqlo zara จำพวกแบรนด์ในห้างสรรพสินค้าเลยค่ะ

Fast fashion เป็นเสื้อผ้าที่ไม่คงทนมากไม่คงทนมาก อย่างเสื้อผ้าใน shopee ที่ราคาแสนจะถูกทำให้คนซื้อง่ายจับจ่ายใช้สอยเร็ว

แต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เวลาเราซื้อมาก็ใส่ได้แค่แปปเดียว เดี๋ยวสีซีด เป็นขุยบ้าง

ส่วนทางด้านแบรนด์ uniqlo ก็เป็นพวกผลิตเร็ว เร่งให้ผู้ซื้อรีบซื้อ(เนื่องจากมีการผลัดเปลี่ยน collection ไปตาม season) ทำให้มันเป็นการสร้างขยะจากแฟชั่นขึ้นมา เอาตรง ๆ ผลเสียมันเยอะจากราคาถูกจริง ๆ นะคะ แต่เสื้อผ้าที่ไม่ fast fashion ก็ราคาสูงมาก

ปัจจัยทางด้านราคาทำให้คนส่วนมากไม่สามารถจะซื้อได้

อีกทั้งเสื้อผ้าหน้าตาตามกระแสที่มีราคาถูก คุณภาพต่ำเช่นนี้ ซื้อแปบ ๆ ก็ต้องซื้อใหม่ เป็นที่นิยมมากในช่วงนี้ กระบวนการผลิตจึงต้องกดต้นทุนให้ต่ำ ทั้งคุณภาพวัสดุและแรงงาน ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและจริยธรรมตามมามากมาย

แต่ผลกระทบไม่ได้จบแค่สิ่งแวดล้อมเท่านั้นค่ะ มีการเอารัดเอาเปรียบกับแรงงาน ใช้แรงงานเด็ก ให้ค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ยกตัวอย่างแบรนด์ดังอย่าง Uniqlo ติดค้างรายได้แรงงานเหล่านี้กว่า 5.5 ล้านดอลลาร์

H&M ยกเลิกงานที่สั่งและไม่จ่ายค่าแรงสำหรับงานที่เสร็จไปแล้ว ปีที่แล้ว H&M ทำกำไรได้กว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ แต่แรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าให้ (85% เป็นผู้หญิง) ได้รับค่าแรงเพียง 2.3 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 71 บาท) ในสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เสี่ยงและไม่เหมาะสม

บังคลาเทศ เป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าที่มีค่าแรงถูกที่สุดในโลก คนงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ 38 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1,140 บาท ซึ่งไม่พอต่อการยังชีพ ต้องทำงานล่วงเวลาอีกวันละ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยทุกวัน จึงจะมีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

โรงงานเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีระบบความปลอดภัย ก่อสร้างไม่ถูกแบบ ใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพ

ตอนนี้หลายๆ คนน่าจะรู้กันแล้วนะคะว่า Fast fashion มีผลเสียต่อโลกยังไง เราอยากชวนทุกคนมาคิดให้ดีก่อนซื้อ ตระหนักถึงที่มาของเสื้อผ้า นึกถึงแรงงาน รวมไปถึงค่าแรงของแรงงานด้วย

ตอนนี้บางคนอาจจะกำลังสงสัยใช่ไหมคะ ว่าถ้าไม่ซื้อแบรนด์ fast fashion จะซื้ออะไรดี?

ในวิธีของเราที่ใช้นะคะ เราพยายามลดการซื้อเสื้อผ้าค่ะ ใส่เสื้อผ้าที่มีอยู่แล้วให้คุ้มค่ามากที่สุด หลังจากนั้นถ้าเราอยากซื้อเสื้อใหม่ก็มาดูพวกเสื้อผ้ามือสองแทน

เราคิดว่ามันเป็นการนำเสื้อผ้ากลับมาใช้อีกครั้งโดยที่ลดขยะลง และประหยัดเงินไปได้อีกด้วยค่า เสื้อผ้ามือสองตามร้านที่ขายสวยๆทั้งนั้นเลยนะคะ

อีกทั้งเราคิดว่าช่วยให้ประหยัดเงินได้เยอะมากค่ะ แล้วเราก็ยังชอบที่จะใส่เสื้อผ้าซ้ำ ๆ ค่ะ ถ้ามีเพื่อนทักว่าซ้ำ ไม่ต้องไปสนใจนะคะเราทำในสิ่งที่ถูกต้องกันแล้วค่ะ!

ส่วนแบรนด์เหล่านี้เป็นแบรนด์ที่ไม่เป็น fast fashion อีกทั้งยังราคาถูกด้วยค่ะ

https://www.thegoodtrade.com/features/fair-trade-clothing

สุดท้ายแล้วแฟชั่นมันไม่ตายตัวค่ะ เราไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์แฟชั่นทุกฤดูกาลของแบรนด์ที่เป็น fast fashion ก็ได้ค่ะ ทุกคนอาจจะลอง mix เสื้อผ้าของเราที่มีอยู่ในตู้ให้ดูแปลกตาได้ ลองทำกันดูนะคะ มันประหยัดค่าใช้จ่ายของเราด้วย แถมไม่ช่วยเพิ่มขยะให้โลกเราด้วยค่ะ💙

ที่มา: https://cleanclothes.org/news/2020/uniqlo-and-the-women-owed-55-million

https://www.statista.com/statistics/252191/profit-of-the-h-und-m-group-worldwide/

https://www.mensxp.com/fashion/trends/77713-hm-refusing-to-pay-for-completed-order-lead-to-protests-in-bengaluru-eurosuits-factory.html

https://www.investopedia.com/terms/f/fast-fashion.asp

https://mgronline.com/politics/detail/9560000059480

https://www.investopedia.com/terms/f/fast-fashion.asp

Maleficent: Mistress of Evil หนังจาก disney ที่เนื้อหาไม่ disney

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นที่ต้องระวังก่อนจะชม Maleficent: Mistress of Evil สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่ได้รับชมกัน เนื่องจากวันก่อนเราได้กลับมาดู Maleficent ภาคนี้อีกครั้ง และค้นพบกับประเด็นที่เราคิดว่าน่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเนื้อหาเหล่านี้ไม่ควรอยู่ในภาพยนตร์สำหรับเด็กเลยค่ะ

และแน่นอนว่าบทความวันนี้มีสปอยล์ค่ะ แต่เราอยากให้คนที่จะดูภาพยนตร์ดังกล่าวได้ทราบก่อนว่าจะต้องเข้าไปเจอกับเนื้อหาอะไรบ้าง และหวังว่าผู้อ่านที่เคยรับชมไปแล้ว พอได้อ่านบทความนี้จะได้ประเด็นอะไรบางอย่างกลับไปขบคิดเกี่ยวกับตัวภาพยนตร์กันนะคะ

เนื่องจาก Disney ไม่รับผิดชอบหรือแจ้งเตือนถึงประเด็นละเอียดอ่อนในหนังเลย ทั้ง ๆ ที่หนัง Disney ส่วนมากมีแต่เด็กรับชม ซึ่งการไม่เตือนหรือกำหนดอายุเข้าชมเราคิดว่ามีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางด้านความคิดของเด็กแน่นอนค่ะ

หนังเรื่องนี้มีการสังหารหมู่ด้วยการรมแก๊สผู้บริสุทธิ์แบบเดียวกับชาวยิวโดนในค่ายเอาท์วิชซ์ค่ะ จุดประสงค์คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และแย่งชิงดินแดน อย่างนักล่าอาณานิคมมืออาชีพที่ตั้งใจและวางแผน เตรียมการมาอย่างดี

แก๊สพิษหรืออาวุธชีวภาพที่สกัดจากพืชก็คือฝุ่นควันสีแดงสวยๆ ที่เห็นในตัวอย่างหนังบ่อยๆ นั่นเองค่ะ และเหยื่อก็คือ ‘ผู้บริสุทธิ์’ ที่ไม่ใช่ทหาร ไม่เกี่ยวข้องกับการรบ แต่เป็นคนที่ถูกหลอกให้มาร่วมงานแต่งงาน ถ้านึกไม่ออก ให้คิดถึงภาพ Red Wedding(เกี่ยวกับการสังหารหมู่ในงานแต่งค่ะ) ใน Game of Thrones เอาไว้นะคะ

Red wedding-Game of Thrones

นี่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่คนเอเชียอย่างเรา ๆ ก็ควรรู้ไว้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหยื่อ Holocaust(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และครอบครัวหลายคนยังมีชีวิตอยู่และรับรู้เรื่องราวที่สมาชิกถูกกระทำราวกับไม่ใช่มนุษย์

ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่คนดูทุกคนมีสิทธิ์จะรู้ก่อนว่าพวกเขาหรือลูกของพวกเขาจะเข้าไปเจอกับเนื้อหาอะไรในหนังค่ะ

ถ้าใครเคยดูเด็กชายในชุดนอนลายทางหรือ Schindler’s List แล้วรู้สึกว่ารุนแรง หดหู่เกินรับไหว เหตุการณ์ใน Maleficent: Mistress of Evil ก็คือเหตุการณ์เดียวกัน ที่มีวิธีการและผลลัพธ์เหมือนกับหนังทั้ง 2 เรื่องทุกประการค่ะ

หนังเรื่องนี้มีการลดทอนความเป็นมนุษย์ของเหยื่อและดูเหมือนว่าให้ความชอบธรรมในการสังหารหมู่ ด้วยการทำออกแบบชาวเมืองมัวส์ที่เป็นเหยื่อให้เป็นต้นไม้ใบหญ้า เป็นสัตว์พูดได้ หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช่คนค่ะ

และถ้าตัดความแฟนตาซีออกไป การที่ทัพอัลสเตดมองชาวมัวส์ว่าไม่ใช่คนเลยจะฆ่าจะแกงอย่างไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด ก็คือวิธีการมองเหยื่อ Holocaust(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) วิธีเดียวกันกับพวกนาซีเลยค่ะ

การเหยียดชาติพันธุ์โดยมองชาวมัวส์ (มาลีฟิเซนต์) เป็นคนเถื่อน คนป่า ไร้การศึกษา ใช้ช้อนส้อมไม่ได้, เลี้ยงเด็กให้โตมาเป็นผู้เป็นคนไม่ได้เพราะตัวเองเป็นสัตว์, ต้องเอาผ้าคลุมเขาไว้เพื่อให้ชาวเมืองสบายใจ ซึ่งเป็นทั้งหมดนี้เราถือว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล แทนที่จะยอมรับความแตกต่างอย่างเข้าใจด้วยค่ะ

การทำให้ genocide(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และ massacre(การสังหารหมู่) เป็นกิจกรรมบันเทิง โดยใช้เครื่องดนตรีเป็นตัวปล่อยแก๊ซ โดยคนสั่งการยืนฟังเพลงอยู่บนป้อมปราการอย่างมีความสุข เหมือนการล่าสัตว์เพื่อความสนุก

เราคิดว่าซีนดังกล่าวเป็นซีนที่โหดเหี้ยมสำหรับผู้ชมที่ยังอายุน้อยมากเลยค่ะขนาดเราที่โตแล้วมากลับมาดูซ้ำอีกครั้งยังรู้สึกหดหู่เลยค่ะ เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นการฆ่าโดยได้ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว ฆ่าโดยไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยสมบูรณ์

ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมามันก็มีอยู่ในหนังเรื่องอื่นเหมือนกันนี่นา ต้องการอะไรใช่ไหมคะ

ประเด็นทั้งหมดมันมาโยงกับตอนจบที่คนสั่งการสังหารหมู่(ตัวราชินี) และคนคิดค้นอาวุธชีวภาพไม่ถูกลงโทษใด ๆ เลยต่างหากค่ะ มิหนำซ้ำ กลับไปร่วมงานแต่งงานของผู้นำของเหยื่อที่ตัวเองมีส่วนสังหารไปได้อย่างหน้าตาเฉย

ยิ่งไปกว่านั้นบทลงโทษของ ควีนอิงกริธ คนสั่งการทั้งถูกทำให้กลายเป็นมุกตลกด้วยการสาปเป็นแพะ แทนที่จะต้องโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งมันคือการล้างผิด และลดทอนความรุนแรงของสิ่งที่เธอทำกับความตายของเหยื่อให้เป็นเพียงเรื่องสนุกและมุกตลกขำ ๆ นั่นเองค่ะ

ซึ่งเราตกใจมากที่ดิสนีย์ซึ่งเป็นตัวสื่อที่ผลิตภาพยนตร์หรือแอนิเมชั่นสำหรับเด็กต่าง ๆ ออกมามากมายผลิตภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเช่นนี้ออกมาให้เด็กรับชมโดยไม่มีการ warning ใด ๆ ทั้งใน trailer รวมไปถึงการกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการเข้าชม

ลองคิดดูนะคะว่าถ้าเราเป็นลูกหลานเหยื่อจะรู้สึกยังไงกัน ที่คนที่สั่งการสังหารหมู่และสาปราชาเพื่อยึดอำนาจ คนที่เราพูดได้ว่าเลวได้อย่างเต็มปาก ไม่ตาย ไม่ถูกประหาร ไม่ถูกคุมขัง แค่ถูกสาปให้เป็นแพะ แต่ยังมีชีวิตอยู่ดีทุกประการ เราคิดว่ามันเป็นหนึ่งในความล้มเหลวทางด้านเนื้อหาที่ทำให้เรื่องละเอียดอ่อนเป็นมุกตลกขบขัน

นอกจากไม่มีบทลงโทษ ยังจัดงานแต่งหลังสงครามจบทันที ในบริเวณที่มีการสู้รบกันจนล้มตาย ไม่มีการรอเพื่อทำศพให้ทหารและผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตให้สมเกียรติ แบบที่ควรจะเป็นในทุกสงคราม ยิ่งตอบย้ำว่าหนังเรื่องนี้มองการ genocide(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) ชาวมัวส์เหมือนการฆ่าไม้ฆ่าหญ้า ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตมีจิตใจ

มันเหมือนกับว่าสงครามจบแล้วนะ และปล่อยให้การตัดสินดีชั่วเป็นความคิดของแต่ละคนไป เธอไม่ผิด เราเป็นเพื่อนกันได้ มางานแต่งฉันได้ ซึ่งความจริงมันไม่ได้ค่ะ ถ้าคิดจะเอาเรื่องนี้มาเล่นในหนังก็ควรจะใส่ใจกว่านี้ ไม่ทำแบบนี้ นี่มันเหมือนการเขียนบทโดยไม่รอบคอบและไร้ความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ

ใยขณะเดียวกันสิ่งที่เราคิดว่า Disney ตีความออกมาได้ดีตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคนี้คือการนำเทพนิยายกลับมาเล่าใหม่ด้วยแนวคิด Evil isn’t born, it’s made และข้อความนี้ที่ Disney พยายามจะสื่อออกมาก็ยังแข็งแรงในตัวหนังดังกล่าว คือไม่ได้ justify ความชั่วร้ายเสียทีเดียว แต่ให้มองมุมกลับปรับมุมมองอีกด้วยค่ะ

เราขอตำหนิ Disney และนักรีวิวหนังทั้งหลายที่ละเลยประเด็นร้ายแรงเหล่านี้ไป แต่ไม่มีการ warning ใดๆ ในรีวิวให้ผู้ชมรู้ กลับกันกับหนังเรื่อง Joker ที่คนออกมารณรงค์กัน เฝ้าระวังกันจะเป็นจะตาย แต่กับเรื่องที่ร้ายแรงกว่า Mental Health อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการสังหารหมู่กลับถูกปล่อยผ่านหน้าตาเฉย แสดงให้เห็นว่านักรีวิวหลายคนและคนเขียนบทขาดความตระหนักรู้เรื่อง Genocide(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และ massacre(สังหารหมู่) เอามาก ๆ ค่ะ และเราหวังว่าผู้อ่านจะได้ความรู้จากบทความนี้เกี่ยวกับประเด็นที่อ่อนไหวกลับไปกันมากพอสมควรนะคะ 💙

ที่มา: https://sites.google.com/site/prawatikhxngthungsanghar/1-khemr-daeng/1-4-kar-kha-lang-phea-phanthu

https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C

https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88

ปัญหาการล่าสัตว์ในท้องทะเลของประเทศญี่ปุ่น กับผลกระทบที่ใหญ่กว่าที่คิด

วันนี้เราจะมาพูดถึงปัญหาที่ประเทศญี่ปุ่นกับการล่าวาฬ โลมา และปลาใกล้สูญพันธุ์!! ทุกคนเคยเห็นโลมาในสวนสัตว์น้ำแล้วนึกสงสัยกันไหมคะว่ามันมาจากไหน?

ในเมืองไทจิ(Taiji) ประเทศญี่ปุ่นมีการล่าวาฬ และโลมาเพื่อนำมาขายให้กับ Aquarium

Whale

โดยการล่าของเขาจะมีฤดูการ โดยเขาจะล่า 6 เดือน ซึ่งการล่าในปีที่แล้ว มีการคาดการณ์เอาไว้ว่ามีการฆ่ามากกว่า 560 ตัว และยังถูกกักขัง อีก 180 ตัวซึ่งมันเยอะมากๆ

แต่ที่แย่กว่าคือทางรัฐบาลอนุญาติให้ฆ่าอย่างถูกกฏหมาย แต่ด้วยความที่ทั่วโลกไม่ให้การยอมรับ ทางรัฐบาลจึงเก็บเรื่องนี้แบบเงียบ ๆและใช้แก๊งยากูซ่ามาช่วยดูแลเรื่องนี้

การล่าวาฬ โลมามันไร้ความปราณีมาก ๆ ซึ่งสาเหตุที่ล่ายังมีอีกสาเหตุคือ พวกเขาคิดว่าโลมาและวาฬเป็นศัตรูต่อเขาเพราะพวกมันกินปลาที่ชาวประมงจะจับมาขาย

Dolphin

ทั้งประเทศญี่ปุ่นยังมีการล่าปลาทูน่าครีบน้ำเงิน(Bluefin tuna) ซึ่งปลาทูน่าชนิดมีอัตราการใกล้สูญพันธุ์มากๆ และยังมีอัตราลดลงมากกว่า 96% จากจำนวนประชากรทั้งหมด

Bluefin tuna

อีกทั้ง 90% เป็นลูกปลาที่ยังไม่ได้รับการสืบพันธุ์ ทำให้จำนวนการขยายพันธุ์ลดลงมาก ๆ เลยค่ะ

ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากๆที่ รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเมินเฉย และบริษัทในญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Mitsubishi ก็เป็นบริษัทที่ถือหุ้นเกี่ยวกับการประมง Bluefin tuna มากกว่า 40% ของโลก

ซึ่งเราคิดว่าการล่าวาฬ โลมา มาให้ aquarium ถือว่าเป็นการทรมานสัตว์อย่างหนึ่งเลยค่ะ เราไม่ควรนำพวกเขาออกมาจากแหล่งธรรมชาติที่พวกเขาควรอยู่ อีกทั้งการทำเช่นนี้จะทำให้วาฬ และโลมา ลดจำนวนลงด้วยค่ะเนื่องจากชาวประมงบางคนก็ไม่ได้นำ ไปให้ aquarium แต่กลับล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์ด้วยค่ะ

ทุกคนคงเห็นผลกระทบจากการล่าสัตว์ในท้องทะเลกันแล้วใช่ไหมคะ ขนาดประเทศที่พัฒนาไปอย่างก้าวไกลแล้วอย่างญี่ปุ่นยังถือว่าเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่เลยค่ะ ดังนั้นเราหวังว่าคนไทยอย่างเรา ๆ จะหันมาใส่ใจ ดู และรณรงค์เกี่ยวกัลปัญหาสัตว์ในท้องทะเลไทยกันเยอะ ๆ นะคะ💙

ที่มา: https://www.independent.co.uk/climate-change/news/revealed-the-bid-to-corner-world-s-bluefin-tuna-market-1695479.html?__twitter_impression=true

https://www.dolphinproject.com/blog/taijis-dolphin-hunting-season-has-come-to-a-close/

https://www.bbc.com/thai/international-49636186

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น