ในประวัติศาสตร์จีน “บูเช็กเทียน” ถือเป็นผู้หญิงธรรมดาที่กลายเป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์จีน เพราะนางคือผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮ่องเต้หญิงองค์แรกและองค์เดียวของจีน ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกคนไปดูเรื่องราวชีวิตของพระนางกันว่าทำอย่างไรหญิงสาวสามัญชนถึงกลายเป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่ได้
‘อู่เจ๋อเทียน’ ตามสำเนียงกลาง หรือ ‘บูเช็กเทียน’ ตามสำเนียงฮกเกี้ยนอย่างที่ผู้คนทั่วไปนั้นรู้จักกัน พระนางเกิดในเมืองลี่โจว มณฑลเสฉวน ประสูติวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.624 (พ.ศ.1167) และสวรรคต ค.ศ.705 (พ.ศ.1248) พระชนม์ 81 พรรษา
เริ่มต้นจากคุณหนูสามัญชนตระกูลพ่อค้า
พระนางเติบโตมาในครอบครัวที่มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย เนื่องจากบิดาเป็นพ่อค้าสามัญชน แต่มีฐานะ ส่วนทางฝ่ายมารดานั้นมาจากตระกูลหยาง ซึ่งถือเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากในสมัยนั้นเนื่องจากว่ามีเชื้อสายจากราชวงศ์สุย ซึ่งปกครองจีนมาก่อนราชวงศ์ถัง มีพระนามปรากฏว่าท่านหญิงหยาง
เนื่องจากเกิดในตระกูลที่มีฐานะ มีคนรับใช้ทำให้นางไม่เคยต้องทำงานบ้านสักอย่างเดียว อีกทั้งยังมีบิดาที่คอยสนับสนุนให้นางเรียนหนังสือ
ซึ่งแตกต่างจากบิดาที่มีบุตรีบ้านอื่น ๆ ในสมัยนั้นมาก(เนื่องจากสมัยนั้นผู้หญิงจะไม่เรียนหนังสือแบบผู้ชายกัน) ส่วนตัวของพระนางบูเช็กเทียนเองก็ตั้งใจเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ ทั้งการเมือง การปกครอง วรรณกรรมและดนตรีเป็นอย่างดีจึงเติบโตมาอย่างชาญฉลาด และมีความรู้มากมาย
เริ่มเติบใหญ่และมุ่งหน้าสู่วังหลวง
เมื่อสถาปนาราชวงศ์ถังสำเร็จ อู่ซี่อฮั่ว บิดาของพระนางบูเช็กเทียน ก็ได้รับตำแหน่งเสนาบดีอาวุโส และเจ้าเมืองครองเมืองหยางโจว ลี่โจว และจิงโจว ปัจจุบันคือ เขตเจียงหลิง ในมณฑลหูเป่ย์ ดังนั้นจากบุตรสาวพ่อค้าจึงกลายสถานะมาเป็นบุตรสาวเสนาบดึ
เมื่ออายุ 14 ปี เธอย้ายเข้าไปในวังเพื่อรับใช้จักรพรรดิ ‘ไท่จง’ และด้วยกิตติศัพท์ความงามของนางก็เลื่องลือไปทั่วแว่นแคว้น จนทราบไปถึงจักรพรรดิถังไท่จง

พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้นำพระนางเข้าวังมาถวายตัวเป็นนางสนมในราชสำนัก โดยอยู่ในรุ่นเล็ก ทั้งนี้มีข้อมูลว่า แต่ก่อนระดับของนางสนมนั้นมีลดหลั่นกันถึง 9 ชั้น โดยพระนางเป็นนางสนมชั้นที่ 5
เมื่อพระเจ้าถังไท่จงเสด็จสวรรคตลงใน ค.ศ.649 (พ.ศ.1192) เนื่องจากพระนางไม่มีพระโอรสหรือธิดา เมื่อพระจักรพรรดิเสด็จสวรรคต พระนางจึงต้องออกบวชเป็นภิกษุณี ตามประเพณีโบราณ
พระนางถูกส่งตัวไปประจำอยู่ที่วัดกานเย่ และประทับอยู่ที่นั่นอย่างน้อยสองปี พระเจ้าถังเกาจง(เป็นลูกของพระเจ้าไท่จงและเป็นจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน)เสด็จไปที่วัดนั้น เพื่อประกอบพระราชพิธีถวายกุศลแก่พระราชบิดา ก็ได้พบนางอีกครั้ง
กลับเข้าวังหลวงมุ่งหน้าสู่บัลลังก์มังกร
ในท้ายที่สุดพระนางก็ได้กลับเข้าวังคราวนี้พระนางได้ตำแหน่ง ‘เจาหยี’ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดใน 9 ชั้นของนางสนม และแน่นอนว่าสิ่งนี้ได้ทำให้พระนางมีอิทธิพลในการบริหารราชการภายในวังอย่างมาก ในตลอดรัชสมัยของพระเจ้าถังเกาจง

อีกทั้งพระนางยังได้ให้กำเนิดพระโอรสสองพระองค์ตามลำดับ คือ เจ้าชายหลี่หง และเจ้าชายหลี่เสียน จากนั้นจึงได้กำเนิดพระธิดาอีกพระองค์หนึ่ง
และในตามประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าพระนางได้สูญเสียพระธิดาไป พระนางทรงกล่าวหาว่าพระจักรพรรดินีเป็นสาเหตุให้พระธิดาของพระนางสิ้นพระชนม์
จักรพรรดิถังทรงเชื่อในข้อกล่าวหาว่าพระจักรพรรดินีของเขาว่าเป็นผู้วางแผนปลงพระชนม์พระธิดาของพระองค์ จึงทรงให้ถอดยศและขับไล่พระจักรพรรดินีหวังออกจากราชสำนัก
จากนั้นจึงแต่งตั้งพระสนมเอกบูเช็กเทียนขึ้นเป็นพระจักรพรรดินี โดยข้ออ้างว่า พระจักรพรรดินีองค์ก่อนไม่มีพระราชโอรส และในช่วงปลาย ค.ศ.655 พระนางบูเช็กเทียนได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นพระอัครมเหสี หรือฮองเฮา ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดที่สตรีในวังหลวงต่างใฝ่ฝันที่จะก้าวขึ้นมาได้
เนื่องจากพระเจ้าถังเกาจงมีพระสุขภาพที่ไม่ดี ป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ พระนางจึงกลายเป็นผู้ดูแลราชสำนักโดยปลดพระเจ้าจงจง (หลีเสี่ยน) ลงจากตำแหน่งแล้วแต่งตั้งให้พระเจ้ารุ่ยจง (หลี่ตั้ง) ขึ้นเป็นจักรพรรดิที่อยู่เพียงแค่ในตำหนักไม่อาจที่จะเข้าร่วมกิจการของรัฐ


มีเพียงพระนางที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระสวามีที่จากไปในฐานะอู่ไทเฮา (พระมารดาขององค์จักรพรรดิ)
และในอีก 7 ปีต่อมา พระนางทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็นจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน (บูเช็กเทียน) พร้อมกับสถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่จากเดิมคือราชวงศ์ถังเป็นราชวงศ์โจวในวันที่ 9 เดือน 9
ซึ่งนับเป็นการขึ้นสู่อำนาจสูงสุดอย่างเป็นทางการของจักรพรรดินีพระองค์แรกและองค์เดียวแห่งประวัติศาสตร์ของจีน อีกทั้งยังถือเป็นจุดเริ่มต้นการปกครองแผ่นดินโดยราชวงศ์โจวอีกด้วย ปีนั้นพระนางมีอายุ 64 ปี
การขึ้นสู่อำนาจของพระนางในฐานะองค์จักรพรรดินี อีกทั้งพระนางก็ได้ทำนุบำรุงพุทธศาสนาและให้ความสำคัญมากกว่าลัทธิเต๋า ให้ความสำคัญในราชกิจโดยการคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถเข้ารับราชการมากกว่าการรับบุตรหลานในตระกูลขุนนางเก่า ส่งผลให้เศรษฐกิจการเมืองในรัชสมัยของพระนางนับว่าพัฒนาไปมาก
อีกทั้งพระนางยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็นหรือพูดกันอย่างกว้างขวาง พร้อมกับรับฟังในความคิดเห็นเหล่านั้น
พระนางทรงให้ความสำคัญในการพัฒนาการเกษตร ทั้งยังสืบสานนโยบายจากรัชกาลก่อนโดยการลดความเข้มงวดการเกณฑ์แรงงาน การเก็บภาษี รวมทั้งการดำเนินนโยบายผ่อนปรนให้กับราษฎรทำให้แผ่นดินในรัชสมัยของพระนางมีความก้าวหน้าและเข้มแข็ง
จนกระทั่งต่อมา หลังจากที่ครองราชย์มาอย่างยาวนานจนอายุยืนยาวถึง 80 ปี พระโอรสองค์ที่เคยเป็นฮ่องเต้ถังจงจง ก็ทรงกลับมากราบทูลขอบัลลังก์คืน โดยมีเสนาบดีสนับสนุน
ดังนั้นพระนางจึงทรงคืนบัลลังก์ และเสด็จไปประทับนอกเมืองก่อนจะสิ้นพระชนม์ลงด้วยโรคชราเมื่อพระชนม์มายุ 81 ปี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1248
ปัจจุบันสุสานของพระนางนับอยู่เคียงคู่กับที่ฝังพระศพของถังเกาจงฮ่องเต้ ซึ่งแผ่นศิลาของพระนางกลับ ว่างเปล่าเพราะพระนางสั่งไว้ว่าไม่ต้องการให้จารึกอะไรไว้ทั้งสิ้น

จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์จีน เราว่า พระนางบูเช็กเทียน คือ feminist ที่ประสบความสำเร็จที่สุด แต่ด้วยการปลูกฝังจากขงจื้อที่ว่าผู้ชายอยู่บนผู้หญิงอยู่ล่าง อาจจะทำให้พระนางบูเช็กเทียนถูกครหาในทางที่ไม่ดีหลายอย่าง อาทิเช่น เป็นสตรีที่โหดร้าย โดยพระนางใช้อำนาจกระทำการอันสยดสยอง เข่นฆ่าผู้คนที่ไม่มีความผิดเป็นจำนวนมาก
แต่นั้นก็เป็นแค่เพียงคำบอกกล่าวที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงค่ะว่าพระนางเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่นางเป็นคนที่เก่ง จากสตรีสามัญสามารถนำตัวเองไปสู่จุดสูงสุดของประเทศได้ อีกทั้งยังอยู่เหนือผู้ชายในสังคมจีนที่มีสังคมชายเป็นใหญ่ด้วยแล้ว และยังสามารถทำให้ประชาชนในรัชสมัยที่พระนางปกครองอยู่มีเศรษฐกิจที่ดี ไม่อดอยาก และนั่นทำให้เราคิดว่าบางทีพระนางอาจจะโดนให้ร้ายทางประวัติศาสตร์ด้วยแน่ ๆ อยากให้ฟังหูไว้หูกันก่อนค่ะ สุดท้ายแล้วผู้หญิงเราสามารถนำพระนางเป็นแบบอย่างเพื่อให้เป็นผู้หญิงที่เก่ง ฉลาด อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้ชายกันได้นะคะ💙
อ้างอิง : https://www.silpa-mag.com/history/article_28241
https://www.ducksters.com/history/china/empress_wu_zetian.php
http://projects.leadr.msu.edu/traditionaleastasia/exhibits/show/badass-female-rulers/empress-wu
https://ivypanda.com/essays/how-did-wu-zetian-become-the-emperor/