หากพูดถึงสังคมปิตาธิปไตย คนส่วนใหญ่มักชอบคิดว่าเหยื่อของสังคมชายเป็นใหญ่มีแต่ผู้หญิงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสังคมปิตาธิปไตยล้วนทำร้ายและกดขี่ทุกเพศแม้แต่ “ผู้ชาย” เองก็ตาม
ปัจจุบันเหล่าสตรีนิยมมากมายต่างพากันออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและหญิง ดังนั้นเมื่อคนส่วนมากมุ่งเน้นความสนใจไปยังสตรีนิยมที่ให้ประโยชน์แก่ผู้หญิง ทันใดนั้นผู้คนก็ละทิ้ง และพากันหลงลืมส่วนที่สำคัญเหมือนกันอย่างผู้ชายไปเลย

แนวคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ หรือ ปิตาธิปไตย เป็นระบบสังคมหรือระบบการปกครองที่ถูกใช้กันมาอย่างแพร่หลาย แนวคิดนี้จึงผลิตชุดค่านิยมต่าง ๆ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ไม่ได้ทำร้ายเพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังทำร้ายผู้ชายในระบอบอีกด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปในภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำทางเพศเราจะสามารถพบได้ว่าโดยรวมแล้ว ผู้หญิงก็ยังคงเป็นเพศที่เสียเปรียบและถูกกดขี่ทางสังคมมากกว่าอยู่ดี
ซึ่งสามารถเห็นตัวอย่างง่าย ๆ ได้จากตำแหน่งของผู้นำในประเทศของเราที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้ชายเสียส่วนมาก เนื่องจากไม่ว่าต่อให้ผู้หญิงจะเก่งขนาดไหน แต่บทบาทของผู้หญิงก็ยังถูกสังคมตีกรอบเอาไว้ว่าไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นผู้นำของผู้ชายได้อยู่ดี หากมีก็มีจำนวนน้อย
หรือวันหนึ่งหากผู้หญิงจะลาออกจากงานก็อาจจะเป็นเพราะต้องออกไปทำหน้าที่แม่ที่ต้องทุ่มเทชีวิตเลี้ยงลูกอย่างเต็มที่ ส่วนผู้ชายก็มีหน้าที่เป็นผู้นำ หาเลี้ยงปากท้องของครอบครัวต่อไป นี่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผู้หญิงส่วนมากต้องการที่จะทำลายระบอบสังคมชายเป็นใหญ่ให้หมดสิ้นไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะไม่เจ็บปวดจากสังคมชายเป็นใหญ่เช่นกัน

สังคมไทยทำให้คุณค่าทางสังคมไปผูกติดอยู่กับคำสอนเกี่ยวกับความเป็นชายที่ว่า เป็นผู้ชายจะต้องมีความเป็นผู้นำ สามารถดูแลครอบครัวได้ รวมไปถึงการที่ผู้ชายจำเป็นต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา ห้ามแสดงความอ่อนแอ อย่างเช่น การร้องไห้
ซึ่งบางทีมันก็ถูกนำไปเกี่ยวข้องกันกับการที่เวลาผู้ชายแสดงอารมณ์ความอ่อนแอ หรืออ่อนไหวให้เห็น ก็มักจะมีคำพูดที่ว่า แค่นี้ร้องไห้ก็ไปใส่กระโปรงเถอะ ซึ่งคำประเภทนี้จะถูกนำมาใช้เป็นคำวิจารณ์เชิงลบที่เชื่อกันว่าจะทำให้ผู้ชายรู้สึกไม่ดี ไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย
เรามีอีกตัวอย่างหนึ่งที่กดทับผู้ชาย ก็คือการใช้คำว่า “เข้มแข็ง” แม้คำนี้จะดูเหมือนว่ามันจะเป็นคำเชิงบวกที่ผู้คนต่างให้ความเห็นว่าเป็นคุณลักษณะที่ดี แต่เมื่อเราลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว คำว่า “เข้มแข็ง” ถูกทำให้มีความหมายในลักษณะที่ผูกติดเข้ากับเรื่องของร่างกายและความเป็นเพศชายอีกด้วย
ดังนั้นเราไม่อยากให้ทุกคนลืมความจริงที่ว่าผู้ชายเองก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเพศหญิง พวกเขาก็ร้องไห้เป็น มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ปกติทั่วไป ภายใต้ระบอบสังคมชายเป็นใหญ่นี้ ทุกคนในสังคมต่างก็พากันคาดหวังความเป็นสุภาพบุรุษจากเพศชาย ให้ผู้ชายต้องคอยดูแลผู้หญิง เช่น เวลาขึ้น Mrt ถ้าหากผู้ชายนั่งอยู่แล้วมีผู้หญิงมายืนข้างหน้า ทุกคนก็มักจะคาดหวังให้ผู้ชายลุกเพื่อให้ผู้หญิงได้นั่งอย่างสบาย

ทั้ง ๆ ที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนชรา พระ สตรีมีครรภ์หรือเด็ก รวมไปถึงผู้พิการเลย แต่เพียงแค่เพราะด้วยภาพลักษณ์ทางเพศของผู้ชายที่ดูแข็งแรงกว่า ทำให้ผู้คนคาดหวังว่าผู้ชายจะต้องลุกให้ผู้หญิงนั่ง ซึ่งความจริงแล้วเราคิดว่าการที่เราเป็นเพศหญิง ถ้าหากไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือป่วยอะไรก็ไม่ควรใช้อภิสิทธิ์ความเป็นหญิงของตนเพื่อให้ได้ที่นั่งทั้งที่ไม่จำเป็นเลย
จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามันเป็นความจริงที่ผู้หญิงถูกปกครองด้วยสังคมชายเป็นใหญ่ และมีผู้ชายคอยดูแลเป็นผู้นำ มีอำนาจทางสังคมเหนือกว่าผู้หญิง
แต่ในทางกลับกัน ผู้ชายก็ถูกปกครองด้วยระบบที่สังคมคาดหวังเช่นกัน นั่นหมายความว่าผู้ชายจะดูไม่เป็น “ผู้ชายที่ดี” ถ้าหากไม่สามารถสร้าง หรือมีคุณลักษณะต่าง ๆ แบบนี้ได้(อย่างการมีความเป็นสุภาพบุรุษ,เข้มแข็ง) โดยคุณลักษณะดังกล่าวนี้ ก็ได้สร้างความลำบาก และความอึดอัดใจให้ผู้ชายหลายคนเช่นกันค่ะ
สังคมชายเป็นใหญ่กดทับผู้ชาย ดังนี้
- เป็นผู้ชายจะต้องมีความเข้มแข็ง ห้ามร้องไห้ ห้ามแสดงความอ่อนแอเพราะจะไปขัดกับความเป็นลูกผู้ชาย
- ผู้ชายต้องเสียสละให้กับผู้หญิงก่อนเสมอ
- หากผู้ชายชอบสิ่งใดที่สื่อถึงความเป็นหญิงจะชอบโดนล้อหรือแซวทันที อย่างเช่น ชอบตุ๊กตา ชอบสีชมพู รักสวยรักงามดูแลตัวเอง แต่งหน้าก็ไม่ได้ หากใส่กระโปรงก็อาจจะมีสายตาจับจ้อง
- หากผู้ชายโดนลวนลามทั้งทางคำพูดหรือการกระทำจะกลายเป็นเรื่องตลกทันที ไม่จริงจัง อย่างเช่น ประเด็น หอม ที่มีผู้ชายเข้าไปคอมเมนท์ใต้รูปผู้หญิงแล้วโดนคนรุมวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าเวลาผู้หญิงไปคอมเมนท์ใต้รูปผู้ชายว่า น้ำเดิน กลับไม่มีใครเข้าไปด่ากล่าวแต่อย่างใด
ย้อนกลับมาที่บทบาททางเพศ เมื่อสังคมผูกความเป็นหญิงไว้กับความอ่อนแอ และผูกความเป็นชายไว้กับความแข็งแกร่ง เราจะสังเกตได้ว่าผู้หญิงที่แสดงออกแบบผู้ชายจะได้รับการยอมรับมากกว่าผู้ชายที่แสดงออกแบบผู้หญิง หรือคำที่ใช้ด่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นการพูดถึงความเป็นหญิงทั้งนั้น
อีกทั้งการที่ผู้ชายถูกค่านิยมทางสังคมที่มองว่า เพศชายนั้นเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูภรรยา และลูกให้อยู่ดีกินดี ต้องเป็นสามี และพ่อที่ดีเสมอ ซึ่งผู้หญิงก็สามารถทำงานได้เหมือนกัน การเป็นสามีภรรยากันไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องคอยทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว
มันคือสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายพึงกระทำเพื่อจุนเจือครอบครัวของตัวเอง มันไม่ใช่การวางหน้าที่อันหนักอึ้งให้ใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งการวางหน้าที่หนักอึ้งให้เพียงแค่คนเพียงหนึ่งนี้เราเรียกว่า Toxic Masculine หรือความเป็นชายทำพิษ และมันยังสร้างภาระให้กับเพศชาย เหมือนกับว่าผู้ชายถูกโยนภาระหลายอย่างเข้าตัว และถ้าไม่สามารถบรรลุแก่ความคาดหวังที่สังคมมอบไว้ให้ได้ ผู้ชายคนนั้นจะไม่เป็นผู้ชายที่ดีตามแบบที่สังคมกำหนดไปเลยค่ะ
โดยภาวะความเป็นชายทำพิษ (Toxic masculinity) จะผลิตผู้ชายที่ก้าวร้าว กดทับผู้ชายที่ไม่แสดงออกเหมือนกับตัวเอง และส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง รวมไปถึงผู้หญิงและสังคมในที่สุด
อาจกล่าวได้ว่าระบบโครงสร้างทางสังคมสามารถนำไปสู่ภาวะความเป็นพิษต่อทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย เพศหญิง หรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศก็ตาม
เมื่อระบบโครงสร้างทางสังคมเป็นตัวปัญหา ดังนั้นก็ต้องแก้ไขที่ตัวระบบ คุณจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล อธิบายไว้ว่า “ต้องเริ่มบ่มเพาะจากสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม ควบคู่กับการปรับบทบาทของผู้ชายในเรื่องการทำงานบ้าน การดูแลครอบครัว ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมายที่เอื้อให้ผู้ชายสามารถอยู่บ้านดูแลลูกได้”

ทุกคนคงพอจะมองเห็นถึงความเสียหายของสังคมปิตาธิปไตยว่าไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้หญิงเท่านั้น แต่เกิดกับทุก ๆ เพศแล้วใช่ไหมคะ ค่านิยมของสังคมชายเป็นใหญ่ทำให้พวกเราขาดความเป็นอิสระในการแสดงออกทางเพศของตัวเอง และขาดอิสระในการที่จะเป็นตัวเอง ผู้ชายไม่สามารถแสดงอารมณ์อ่อนไหว และผู้หญิงถูกกำหนดบทบาทอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจและแก้ไขในแนวคิดที่ทำพิษถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปฏิบัติต่อกันในสังคมนะคะ และยิ่งไปกว่านั้นก็คือเราคิดว่าสามารถแก้ปัญหาได้โดยการเข้าไปแก้กฎหมาย หรือเพิ่มสิทธิ เสรีภาพให้กับทุกเพศอย่างเท่าเทียมและอย่างเข้าใจค่ะ💙
อ้างอิง: https://medium.com/@lizarakelian/patriarchy-hurts-men-too-23562a2276a3