เมื่อหุ่นและน้ำหนักถูกเอาไปยึดติดกับคุณค่า สุขภาพ และความงาม เราหลาย ๆ คนก็เลยพยายามอย่างมากที่จะทำให้ตัวเองตรงกับภาพที่สังคมปัจจุบันตีกรอบไว้
วันนี้เราจะพาทุกคนมาส่องมาตรฐานงามของหญิงสาวในแต่ละยุคสมัย ที่จะสะท้อนให้เราเห็นถึงวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมในยุคสมัยนั้น โดยตลอดระยะเวลาหลายพันปีมานี้มาตรฐานความงามของหญิงสาวต่างเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าโลกของเราในแต่ละยุค เขานิยมรูปร่างและหุ่นแบบไหนกัน!
ความงามแบบอียิปต์โบราณ (ก่อนค.ศ. 1292-ค.ศ. 1069)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- ต้องมีหุ่นผอมบาง
- มีไหล่ที่แคบ
- มีเอวที่สูง
- ใบหน้าต้องมีความสมมาตร
ในสมัยอียิปต์โบราณผู้หญิงได้รับอิสระและเสรีในหลายอย่าง อีกทั้งยังส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่ผิดซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ของสังคมในสมัยนั้น และผู้หญิงสามารถหย่าร้างกับสามีได้โดยไม่ต้องอับอาย
ความงามแบบกรีกโบราณ (ก่อนค.ศ.500-ค.ศ. 300)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- ต้องมีรูปร่างที่อวบอ้วน
- ตัวแน่นเหมือนอยู่ดีกินดี
- มีผิวที่ขาว
ในยุคกรีกโบราณผู้ชายถือว่าเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ดังนั้นในยุคนี้ผู้ชายจะต้องเผชิญกับมาตรฐานความงามและความสมบูรณ์แบบมากกว่าผู้หญิง จึงทำให้คนยุคนั้นไม่ค่อยได้สนใจในเรื่องรูปร่าง และความงามของผู้หญิงเท่าไหร่ค่ะ
แต่หากพูดถึงกรีกแล้วนึกถึงความงาม หลายคนอาจจะนึกถึง ‘วีนัส’ เทพีความงามและความรัก วีนัสเป็นได้ทั้งชื่องานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง ความงาม และความสมบูรณ์ของเพศหญิงในมิติที่ศิลปะถ่ายทอดออกมา
ศิลปะที่มีชื่อเกี่ยวกับวีนัสมีหลายชนิดแต่วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูรูปปั้นศิลปะเพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ “Venus of Willendorf” เป็นงานประติมากรรมในยุคหินเก่าตอนปลาย (24,000BC – 22,000BC) แกะสลักด้วยหินขนาดเล็ก

ทุกคนที่เห็นรูปปั้นดังกล่าวคงตกใจกันไม่น้อยว่าทำไมถึงมีรูปร่างหน้าตาประหลาดใช่ไหมคะ นั่นเป็นเพราะว่าเนื่องจากรูปปั้นนี้เป็นงานประติมากรรมที่แสดงถึงเพศหญิงอย่างชัดเจน และตัวรูปปั้นมีสรีระที่แน่นสมบูรณ์มาก
จากงานศิลปะจะแสดงให้เห็นถึงรสนิยมแนวความคิดของศิลปินได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ที่คล้ายคลึงกัน คือ ศรีษะที่ไม่แสดงรายละเอียดของหู ตา จมูก แต่ทำเป็นเป็นปุ่มเล็ก ๆ แขนและขาลีบไม่ปรากฏเท้าและนิ้วเท้า เต้านมใหญ่ ท้องยื่นคล้ายกำลังตั้งครรภ์ แสดงอวัยวะเพศชัดเจน
ซึ่งมีความเชื่อว่ารูปปั้นนี้สร้างขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ หรือ เพื่อเป็นการขอบุตรด้วยค่ะ
ความงามแบบราชวงศ์ฮั่น (206ปีก่อนคริสตกาล-ปีคริสต์ศักราช 220)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- เอวต้องบาง
- มีผิวที่ซีด
- ตาโต
- เท้าเล็ก

การมีเท้าเล็กเป็นหนึ่งในมาตรฐานความงามของจีนที่สืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี อีกทั้งในสมัยราชวงศ์ฮั่นยังมีวัฒนธรรมที่นิยมหญิงสาวที่มีรูปร่างผอม ผมสีดำยาว ฟันขาวและริมฝีปากสีแดง ในอดีตคนจีนนิยมหญิงสาวที่มีความเป็นแม่ศรีเรือนเป็นพิเศษ
ความงามแบบคนอิตาลีในยุคเรอเนสซองส์ (1400-1700)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- ต้องมีหน้าอกใหญ่
- ท้องกลม
- สะโพกผาย
- ผิวขาว
ในยุคสมัยช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาอิตาลี เป็นหน้าที่ของภรรยาที่จะต้องเป็นตัวแทนที่ช่วยสะท้อนถึงสถานะของสามีตนจากรูปลักษณ์ภายนอกรวมไปถึงด้านพฤติกรรมของพวกเธอ
ดังนั้นผู้หญิงยุคนี้จะต้องสวยงามและสมบูรณ์แบบเพื่อแสดงถึงความดีงามของสามี โดยรูปร่างที่คนในยุคสมัยนี้นิยม คือ หญิงสาวที่มีรูปร่างกลมกลึง ผมบลอนด์และผิวขาว
ความงามแบบวิคตอเรียน (1837-1901)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- รูปร่างอวบอ้วน
- มีเนื้อมีหนัง
- เอวคอด
ในยุคสมัยนี้มาตรฐานความงามของผู้หญิงจะนิยมการมีสะโพกที่ผาย และมีเอวคอดกิ่ว ในยุคนี้เราจึงจะได้เห็นหญิงสาวชนชั้นสูง ไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ในยุโรป รัดรูปร่างตัวเองเอาไว้ภายใต้โครงกระดูกปลาวาฬที่เรียกว่า “คอร์เซ็ต”
นิยามความงามของผู้หญิงในยุคนี้ถึงแม้ว่าดูภายนอกจะสวยดี ทว่าแท้จริงแล้วความงามเช่นนี้มักมาพร้อมกับความทรมานที่พวกเธอไม่อาจปริปากบอกใครได้ อีกทั้งคอร์เซ็ตที่ว่ายังจะเริ่มทำลายสุขภาพของสาว ๆ ทีละเล็กทีละน้อย จากการปรับกระดูกสันหลังของพวกเธอให้ผิดปกติ ไปจนกระทั่งพรากลมหายใจของพวกเธอไปได้ในที่สุด

ชุดสุ่มกระโปรงบานที่สวยสดงดงามถือเป็นอีกหนึ่งความอันตรายที่มาพร้อมความงาม เมื่อผู้หญิงที่สวมใส่ชุดกระโปรงสุ่มดังกล่าวไปทำงานในโรงงานยังต้องเคยสังเวยชีวิตจากการที่กระโปรงสุ่มแสนเกะกะเข้าไปติดกับเครื่องจักรกลมาแล้ว
อีกทั้งความงามดังกล่าวนี้ยังคร่าชีวิตผู้หญิงในประเทศอังกฤษไปราว 3000 คน จนกระทั่งในเวลาต่อมาต้องมีกฎให้พวกเธอหยุดใส่กระโปรงสุ่มเข้ามาทำงานในโรงงานในที่สุด

ความงามแบบยุคRoaring Twenties (ค.ศ. 1920)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- ต้องมีหน้าอกแบน
- เอวบาง
- ผมต้องเป็นทรงบ๊อบสั้น
- มีคาแรคเตอร์เหมือนผู้ชาย
ความงามในช่วงปี ค.ศ. 1920 หญิงสาวจะนิยมรูปลักษณ์ที่ดูมีความก้ำกึ่งระหว่างสองเพศอย่างเพศชายและเพศหญิงผสมปนเปกัน พวกเธอจะสวมชุดชั้นในที่ทำให้หน้าอกแบน และสวมเสื้อผ้าที่ไม่โชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้หญิง ผู้หญิงส่วนมากถึงกับตัดผมให้สั้นลงเพื่อละทิ้งความเชื่อที่ว่าผมยาวบ่งบอกถึงความสวยงามของผู้หญิง
ความงามแบบยุคทองฮอลลีวูด (ช่วงยุค 1930-1950)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- มีส่วนเว้าส่วนโค้ง
- รูปร่างแบบนาฬิกาทราย
- หน้าอกใหญ่
- เอวบาง
ในยุคนี้เทรนด์หุ่นที่เหมือนผู้ชายได้หมดลงไปและผู้หญิงพากันกลับมานิยมรูปร่างที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งเหมือนนาฬิกาทราย ตัวอย่าง มาตรฐานของหญิงสาวในยุคนั้น คือ มารีลิน มอนโร ดาวค้างฟ้าของฮอลลีวูดนั่นเอง

ความงามแบบยุค 60 (ช่วงยุค 1960)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- มีรูปร่างผอม
- ขาเรียวยาว
- มีร่างกายที่เหมือนเด็กสาววัยรุ่น

ความสงบ ความรักและความผอมดูเหมือนจะเป็นคำขวัญของความงามในอุดมคติของผู้หญิงในปี 1960 “ Swinging London” เป็นคำที่ใช้อธิบายแฟชั่นและวัฒนธรรมที่เฟื่องฟูของลอนดอนในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งมีอิทธิพลต่อการแต่งกายและสไตล์ของผู้หญิงในอเมริกาในช่วงเวลานั้น ซึ่งแฟชั่นที่ว่าก็คือแฟชั่นทรงเอไลน์และมินิสเกิร์ต
ความงามแบบซุปเปอร์โมเดล (ในช่วงยุค 1980)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- แข็งแรง
- รูปร่างผอมเพรียวแต่ต้องมีส่วนเว้าส่วนโค้ง
- สูง
- แขนต้องกระชับมีกล้ามเนื้อ

ในช่วงยุคนี้เกิดกระแสที่หญิงสาวต่างพากันคลั่งไคล้การออกกำลังกายกันมากขึ้น วิดีโอการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้หญิงผอมแต่ก็ต้องฟิตด้วย
อีกทั้งในยุคนี้ยังพบว่าผู้หญิงเป็นโรคกลัวอ้วนเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่ามีสาเหตุมาจากความหลงใหลในการออกกำลังกายเพื่อที่จะมีหุ่นที่ผอมตามค่านิยมความงามในช่วงเวลานั้น
ความงามแบบสาวขี้ยา (ในช่วงยุค 1990)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- ต้องมีรูปร่างที่ผอมมาก ๆ เหมือนคนติดยา
- มีผิวที่โปร่งแสง
- ดูเป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
ในยุคนี้นิยมผู้หญิงที่ดูอ่อนแอ และผอมบาง รูปร่างที่สาว ๆ นิยมคืออย่างเช่น kate moss นางแบบสาวผอมบาง ผิวซีด ที่มีความเป็นตัวเองและความชิคที่ไม่เหมือนใคร

ความงามแบบสาวยุคใหม่ (จากยุค 2000-ปัจจุบัน)


มาตรฐานความงามของผู้หญิงในยุคนี้ได้อธิบายไว้ว่า
- ต้องมีหน้าท้องที่แบนราบ
- ผอมแบบสุขภาพดี
- มีหน้าอกและก้นที่ใหญ่
- มีช่องว่างระหว่างต้นขา(ขาไม่เบียดกัน)
Kim Kardashian เป็นต้นแบบของมาตรฐานความงามในอุดมคติสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ ผู้หญิงส่วนมากอยากผอม แต่ไม่ผอมจนเกินไป
พวกเธอนิยมความงามที่มีหน้าอกและก้นที่ใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาหน้าท้องที่แบนราบเอาไว้ด้วย ในยุคนี้ผู้หญิงส่วนมากต่างก็มองหาการทำศัลยกรรมเพื่อให้ตนเองอยู่ในมาตรฐานหรือเข้าใกล้ความงามดังกล่าวนี้มากขึ้น

ทุกคนคงเห็นกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าความงามในแต่ละยุคแตกต่างกันไปตามยุคสมัย อีกทั้งการกำหนดมาตรฐานความงามในแต่ละยุคก็ยังสามารถสร้างความเจ็บปวด และทำร้่ายผู้หญิงได้อีกด้วยค่ะ
การที่ผู้หญิงในแต่ละยุคต้องคอยทำให้ตนเองมีรูปร่าง หรือความงามที่ใกล้เคียงกับค่านิยมสามารถสร้างความเจ็บปวดได้จริงค่ะ การที่ต้องพยายามมีรูปร่างที่ผอมบางทั้ง ๆ ที่สรีระตนไม่เป็นเช่นนั้นไม่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมากนะคะ
รวมไปถึงในยุคหนึ่งที่ผู้หญิงจะต้องรัดเอวของตนด้วยคอร์เซ็ตก็สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้หญิงเช่นกัน ความงามที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและร่างกายที่อ่อนแอไม่มีสุขภาพดี ไม่ใช่มาตรฐานความงามที่ดีเลยค่ะ
และเราไม่อยากให้ทุกคนยึดติดกับมาตรฐานความงามขนาดนั้นค่ะ เพราะมาตรฐานความงามจะบีบบังคับให้ผู้หญิงไม่ชอบในร่างกายที่ตนเองมีอยู่ ทำให้ผู้หญิงต้องหาหนทางและวิธีที่จะนำตนไปสู่ความงามที่สังคมบอกว่าสวยว่าดี ถึงแม้ว่าความงามเหล่านั้นจะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม
ในสังคมปัจจุบันที่ให้ค่ากับคนผอม(แต่ต้องมีหน้าอกและก้นด้วย) มากกว่าคนอ้วนหรือคนที่มีรูปร่างแตกต่างออกไป สิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้นเราจึงอยากชวนทุกคนมาเปลี่ยนทัศนคติต่อคำว่า “อ้วน” กันค่ะ เพราะคำว่าอ้วนไม่ใช่คำที่ไม่ดีอย่างที่สังคมปัจจุบันพร่ำบอกเรามาตลอด
เพราะในแต่ละยุคสมัยที่เรานำมาให้ทุกคนดูในบางยุคคนที่อวบอ้วนก็เป็นมาตรฐานของความงามเหมือนกันนะคะ ดังนั้นมาตรฐานความงามสำหรับเราคือ ทุกรูปร่าง ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอม หน้าอกใหญ่หรือแบน เตี้ยหรือสูงก็ล้วนเป็นมาตรฐานความงามหมดเลยค่ะ
การที่เรามีรูปร่างที่ไม่เหมือนกับมาตรฐานความงาม หรือค่านิยมของสังคมไม่ใช่เรื่องที่ผิดเลยค่ะ สุขภาพร่างกายที่ดีเกิดขึ้นได้ในขอบเขตของรูปร่างและขนาดร่างกายที่กว้างและหลากหลายมากค่ะ

ยิ่งพวกเราตระหนักได้ว่าร่างกายทุกรูปแบบนั้นมีคุณค่าเร็วเท่าไหร่ เราก็จะสามารถเรียนรู้ที่จะยอมรับและเห็นความงามในร่างกายของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น การรักร่างกายตัวเองไม่ใช่การคิดว่าร่างกายของเราดูดี แต่เป็นการคิดว่าร่างกายของเรานั้น “ดี” ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็ตามค่ะ💙
อ้างอิง: https://www.scienceofpeople.com/beauty-standards/
https://historydaily.org/crinoline-victorian-fashion
https://www.mentalfloss.com/article/69360/7-terrifying-beauty-practices-history
http://www.kenneymencher.com/2016/09/why-is-venus-of-willendorfso-important.html?m=1