เกียรติยศ หน้าที่ และความอับอาย เป็นลักษณะสามประการที่หยั่งรากลึกลงไปในวัฒนธรรมญี่ปุ่น อันมีมานานหลายศตวรรษ การยอมตายอย่างกล้าหาญยังดีเสียกว่าที่จะรอดชีวิตกลับมาอย่างเสียเกียรติ และสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีชื่อว่า “มาซาบูมิ โฮโซโน (masabumi hosono)” โดนนำมาโจมตีและโดนรุมประณามไปจนถึงวงศ์ตระกูลของเขาเพียงเพราะว่า เขาเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือไททานิก
เรื่องมีอยู่ว่าบนเรือไททานิกมีชาวญี่ปุ่นโดยสารมาด้วย โดยที่มีเขาเป็นชาวญี่ปุ่นเพียงคนเดียวบนเรือ ซึ่งเขาสามารถเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์เรือไททานิกล่มได้ด้วย แต่หลังจากนั้นสื่อญี่ปุ่นกลับโจมตีเขาว่า เป็นคนขี้ขลาด ไม่ยอมตายไปพร้อมกับคนอื่น ๆ เป็นเหตุให้เขาต้องตกงานไปช่วงหนึ่ง
ซึ่งถ้าหากมองกันตามธรรมชาติของมนุษย์เราแล้ว ใครจะอยากตายหากตนเองสามารถมีโอกาสรอดชีวิตกันใช่ไหมคะ โดยหากมองตามความคิดของคนทั่วไปก็คงคิดเหมือนว่าการที่ตัวมาซาบูมิรอดตายมาได้ไม่ถือเป็นความผิดหรือความน่าละอายจนถูกรุมประณามเลย แต่ด้วยวัฒนธรรมที่ฝังลึกของญี่ปุ่นกลับทำให้ชาวญี่ปุ่นไม่คิดเช่นนั้นกัน
ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมความคิดเกี่ยวกับซามูไรที่ว่า ถ้าหากนักรบซามูไรเสียเกียรติ เขาสามารถกอบกู้เกียรติยศของตัวเองกลับคืนมาได้โดยการเอาชีวิตของตนเข้าแลก ด้วยวิธีที่โหดร้ายโดยการกระทำฮาราคีรี

การทำฮาราคีรี คือ พิธีกรรมการจบชีวิตที่มีเกียรติสูงสุดโดยการคว้านท้อง พิธีนี้ทำกันเฉพาะในหมู่ของซามูไรเท่านั้น เนื่องจากพิธีการจบชีวิตนี้ทำให้พวกเขาสามารถกู้เกียรติยศศักดิ์ศรีคืนแก่คนในตระกูลของตนที่ยังมีชีวิตอยู่
ซึ่งเราคิดว่าแนวคิดดังกล่าวนี้คือสาเหตุหลักที่ส่งผลต่อความคิดของคนญี่ปุ่นในเรื่องของ มาซาบูมิ ตรงที่คนญี่ปุ่นคิดว่าเขาเห็นแก่ตัว เอาชีวิตรอดท่ามกลางผู้คนมากมายที่ต้องติดอยู่ในเรือและจบชีวิตลงในน้ำอันเย็นเฉียบ แต่เขากลับเอาชีวิตรอดออกมาได้ ซึ่งไม่สมเกียรติและมีศักดิ์ศรีเลยสักนิด

ถ้าหากว่าเขาตายลงไปพร้อมกับคนอื่น ๆ คนญี่ปุ่นคงจะไว้อาลัยให้เขาอย่างสมเกียรติ และคงคิดว่าเขากล้าหาญไม่ขี้ขลาดแบบที่สื่อญี่ปุ่นโจมตีเขา
แตกต่างกับวัฒนธรรมตะวันตกโดยสิ้นเชิง ที่ต่อให้เกิดปัญหาทางสังคมที่เกิดจากความผิดพลาดต่าง ๆ ก็สามารถขจัดมันไปได้การดำเนินการด้วยกฎหมาย การบำบัดทางจิต หรือแม้กระทั่งการสารภาพบาปต่อนักบวช
แนวคิดเรื่อง ความอัปยศเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้จนกว่า บุคคลนั้นจะทำในสิ่งที่คนในสังคมต่่างพากันคาดหวัง และความคาดหวังนั้นมักจะรวมไปถึงมาตรการที่รุนแรงในการเอาชีวิตมาลบล้างด้วยค่ะ
ในฐานะพนักงานของกระทรวงการขนส่งของญี่ปุ่น มาซาบูมิ โฮโซโน ได้เดินทางไปทำงานที่รัสเซียและจองตั๋วชั้นสองบนเรือที่แสนจะหรูหราเหมือนฝันอย่างไททานิก เขามาอังกฤษหลังจากที่ได้รับมอบหมายงานมาจากรัสเซีย ซึ่งเขาได้ศึกษาเกี่ยวกับกิจการรถไฟของประเทศ ขณะที่เขาขึ้นเรือไททานิกที่เซาท์แธมตันเพื่อเดินทางกลับญี่ปุ่น

มาซาบูมิ หลับไปแล้วตอนที่เรือชนภูเขาน้ำแข็ง เสียงเคาะประตูห้องโดยสารได้ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น เขาจึงรีบออกไปข้างนอกก็พบกับลูกเรือที่สั่งให้มาซาบูมิซึ่งเป็นชาวต่างชาติย้ายไปที่ชั้นล่างของเรือซึ่งอยู่ห่างจากเรือชูชีพพอสมควร
มาซาบูมิเขียนเล่าเรื่องราวถึงประสบการณ์เฉียดตายที่เขาประสบพบเจอตอนเรือไททานิกล่มไว้ในจดหมายที่เขาเตรียมส่งให้กับภรรยาของเขา และข้อความนี้ได้มีการถูกตีพิมพ์เผยแพร่บน Titanica.org ในเวลาต่อมา
โดยตอนหนึ่งของเนื้อหาในจดหมายเขาเขียนยอมรับไว้ว่า “เขาไม่สามารถที่จะปัดเป่าความรู้สึกหวาดกลัวและความอ้างว้างได้เลย”
เขายังกล่าวต่อในจดหมายอีกด้วยว่าเขาได้เตรียมตัวไว้แล้วสำหรับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของชีวิตและหวังว่า “จะไม่ทิ้งสิ่งที่น่าอับอายไว้ในฐานะคนญี่ปุ่น”
แต่เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ท่ามกลางความตื่นตระหนกกับเรือที่ค่อย ๆ จมลง มาซาบูมิก็กำลังพยายามหาทางออกเพื่อเอาชีวิตรอดจากน้ำเย็นที่กำลังจะพรากชีวิตของเขาไปตลอดกาลเช่นกัน
ดังนั้นในตอนที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นบุคคลผู้ได้รับมอบหมายให้โหลดเรือชูชีพลงทะเลเพื่อหนีตาย (ข้อมูลแต่ละที่แตกต่างกันไปค่ะบ้างก็บอกว่าเป็นเรือชูชีพลำดับที่ 10 ไม่ก็ลำดับที่13) ตะโกนใส่ฝูงชนว่ามีที่ว่างสำหรับคนอีกสองคน ต่อหน้าต่อตามาซาบูมิและชายคนหนึ่ง
พอได้ยินเช่นนั้นมาซาบูมิจึงรีบกระโดดลงเรือเพื่อหนีตาย เพราะว่าเขาก็เป็นมนุษย์ที่พยายามหาทางรอดให้ตน มีมนุษย์คนไหนบ้างที่ไม่รักตัวกลัวตาย
มาซาบูมิยังเขียนอีกว่า “ในตอนนั้นเขาพบว่าตัวเองอยู่ในความสิ้นหวังอย่างสุดซึ้งเมื่อคิดว่าตนจะไม่ได้พบคนที่รักและครอบครัวอีกตลอดกาล”

หลังจากได้รับการช่วยชีวิต ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆ โฮโซโนก็ได้กลับบ้านเกิดที่ญี่ปุ่น และหนังสือพิมพ์ยังกล่าวถึงเขาในพาดหัวข่าวว่า “หนุ่มญี่ปุ่นผู้โชคดี” อีกด้วย
เขาให้สัมภาษณ์และมอบรูปถ่ายครอบครัวแก่สำนักพิมพ์หลายฉบับในญี่ปุ่นและสิ่งเหล่านี้ยังทำให้เขากลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่งขึ้นมา
อย่างไรก็ตามในไม่ช้าสิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ สิ่งดีกลับกลายเป็นสิ่งร้ายอย่างหน้าฉงน เนื่องจาก มาซาบูมิ ถูกตำหนิจากหนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกา ในนั้นมีการประณามมาซาบูมิอย่างรุนแรงจาก Archibald Gracie ผู้โดยสารชั้นหนึ่งและเป็นผู้รอดชีวิตจากเรือไททานิกอีกซึ่งผู้โดยสารคนดังกล่าวเรียกเขาว่า “พวกแอบหนีลงเรือ”
หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นเห็นดังนั้นจึงติดตามเรื่องนี้และรีบลงข่าวอย่างรวดเร็ว โดยมีเนื้อหาที่วิจารณ์มาซาบูมิต่อสาธารณะและตำหนิเขาสำหรับการกระทำที่ขี้ขลาดและเห็นแก่ตัวของเขา ที่แอบหนีลงเรือแย่งที่นั่งผู้อื่นเอาชีวิตรอดในขณะที่ยังมีอีกหลายคนต้องตายอย่างน่ากลัวท่ามกลางมหาสมุทรที่หนาวเหน็บ
หลังจากนั้นมาซาบูมิ ถูกไล่ออกจากงานที่กระทรวง อีกทั้งยังมีหนังสือเรียนที่อ้างถึงกรณีของเขาว่าเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่น่าขายหน้า ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง
อาจารย์ผู้สอนหนังสือยังกล่าวอีกด้วยว่า การกระทำของเขาผิดจรรยาบรรณอย่างสิ้นเชิง
หลังจากนั้นไม่นานมาซาบูมิก็ได้งานคืนพร้อมคำอธิบายที่ว่า เขาเป็นพนักงานที่มีความสามารถเป็นอย่างมาก
เขายังคงทำงานที่กระทรวงต่อจนกระทั่งเขาถึงแก่กรรมในปี 2482 อย่างไรก็ตามความอัปยศอดสูของเขาก็ยังคงตามติดเป็นเงาของชื่อเสียงวงศ์ตระกูลโฮโซโนต่อ

ในขณะที่มาซาบูมิไม่เคยพูดเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับเหตุการณ์คืนที่เรือไททานิกจม แต่ สมาชิกในครอบครัวของเขากลับตีพิมพ์จดหมายระบายอารมณ์ที่เขาเขียนถึงภรรยาของเขาหลายต่อหลายครั้งหลังจากที่เขาเสียชีวิต
จดหมายฉบับล่าสุดมาจากหลานของมาซาบูมิที่ชื่อ ฮารุโอมิ โฮโซโน ซึ่งเป็นนักดนตรีชื่อดังในญี่ปุ่น โดยเขาใช้ช่วงเวลาที่ หนังไททานิกของเจมส์คาเมรอนกำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ออกมาเผยแพร่จดหมายดังกล่าว

เมื่อจดหมายของมาซาบูมิถูกเผยแพร่ออกไป พร้อม ๆ กันกับการฉายของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ทำให้คนทั่วโลกรวมไปถึงคนญี่ปุ่นเห็นภาพเหตุการณ์ของโศกนาฏกรรมทางทะเลครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
ทุกคนก็คนเริ่มเข้าใจในเหตุการณ์ของผู้ที่ต้องมาประสบเคราะห์กรรมในครั้งนั้น ว่าพวกเขาพบเจอกับความโหดร้ายและน่ากลัวเพียงใด รวมไปถึงการเข้าใจว่าทำไมทุกคนต่างต้องเอาชีวิตรอดในสถานการณ์นั้น กระแสความรังเกียจตระกูลโฮโซโนในญี่ปุ่นก็เริ่มลดลง และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของชายคนนี้มากขึ้น
เราคิดว่าการพยายามดิ้นรนที่จะเอาชีวิตรอดของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกประณามหรือถูกรังเกียจเพียงเพราะวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกเลยค่ะ มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ มีมนุษย์คนไหนบ้างที่จะปล่อยให้ตนเองตายโดยไม่พยายามดิ้นรน ถ้าลองให้คนญี่ปุ่นเจอสถานการณ์แบบเดียวกับที่มาซาบูมิเจอ ก็ไม่รู้ว่าจะยอมสละชีวิตตนเองและตายอย่างสมเกียรติได้ไหม อีกทั้งคนเราก็ไม่ควรเชื่อคำพูดของสื่อทั้งหมดค่ะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เท่ากับว่าเราไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไรนะคะ💙
ที่มา: https://www.thevintagenews.com/2017/12/05/masabumi-hosono-rms-titanic/
เซ็ปปุกุ (ฮาราคีรี): การจบชีวิตอย่างสมเกียรติของนักรบซามูไร