Maleficent: Mistress of Evil หนังจาก disney ที่เนื้อหาไม่ disney

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นที่ต้องระวังก่อนจะชม Maleficent: Mistress of Evil สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่ได้รับชมกัน เนื่องจากวันก่อนเราได้กลับมาดู Maleficent ภาคนี้อีกครั้ง และค้นพบกับประเด็นที่เราคิดว่าน่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเนื้อหาเหล่านี้ไม่ควรอยู่ในภาพยนตร์สำหรับเด็กเลยค่ะ

และแน่นอนว่าบทความวันนี้มีสปอยล์ค่ะ แต่เราอยากให้คนที่จะดูภาพยนตร์ดังกล่าวได้ทราบก่อนว่าจะต้องเข้าไปเจอกับเนื้อหาอะไรบ้าง และหวังว่าผู้อ่านที่เคยรับชมไปแล้ว พอได้อ่านบทความนี้จะได้ประเด็นอะไรบางอย่างกลับไปขบคิดเกี่ยวกับตัวภาพยนตร์กันนะคะ

เนื่องจาก Disney ไม่รับผิดชอบหรือแจ้งเตือนถึงประเด็นละเอียดอ่อนในหนังเลย ทั้ง ๆ ที่หนัง Disney ส่วนมากมีแต่เด็กรับชม ซึ่งการไม่เตือนหรือกำหนดอายุเข้าชมเราคิดว่ามีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางด้านความคิดของเด็กแน่นอนค่ะ

หนังเรื่องนี้มีการสังหารหมู่ด้วยการรมแก๊สผู้บริสุทธิ์แบบเดียวกับชาวยิวโดนในค่ายเอาท์วิชซ์ค่ะ จุดประสงค์คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และแย่งชิงดินแดน อย่างนักล่าอาณานิคมมืออาชีพที่ตั้งใจและวางแผน เตรียมการมาอย่างดี

แก๊สพิษหรืออาวุธชีวภาพที่สกัดจากพืชก็คือฝุ่นควันสีแดงสวยๆ ที่เห็นในตัวอย่างหนังบ่อยๆ นั่นเองค่ะ และเหยื่อก็คือ ‘ผู้บริสุทธิ์’ ที่ไม่ใช่ทหาร ไม่เกี่ยวข้องกับการรบ แต่เป็นคนที่ถูกหลอกให้มาร่วมงานแต่งงาน ถ้านึกไม่ออก ให้คิดถึงภาพ Red Wedding(เกี่ยวกับการสังหารหมู่ในงานแต่งค่ะ) ใน Game of Thrones เอาไว้นะคะ

Red wedding-Game of Thrones

นี่เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่คนเอเชียอย่างเรา ๆ ก็ควรรู้ไว้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหยื่อ Holocaust(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และครอบครัวหลายคนยังมีชีวิตอยู่และรับรู้เรื่องราวที่สมาชิกถูกกระทำราวกับไม่ใช่มนุษย์

ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่คนดูทุกคนมีสิทธิ์จะรู้ก่อนว่าพวกเขาหรือลูกของพวกเขาจะเข้าไปเจอกับเนื้อหาอะไรในหนังค่ะ

ถ้าใครเคยดูเด็กชายในชุดนอนลายทางหรือ Schindler’s List แล้วรู้สึกว่ารุนแรง หดหู่เกินรับไหว เหตุการณ์ใน Maleficent: Mistress of Evil ก็คือเหตุการณ์เดียวกัน ที่มีวิธีการและผลลัพธ์เหมือนกับหนังทั้ง 2 เรื่องทุกประการค่ะ

หนังเรื่องนี้มีการลดทอนความเป็นมนุษย์ของเหยื่อและดูเหมือนว่าให้ความชอบธรรมในการสังหารหมู่ ด้วยการทำออกแบบชาวเมืองมัวส์ที่เป็นเหยื่อให้เป็นต้นไม้ใบหญ้า เป็นสัตว์พูดได้ หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ตามที่ไม่ใช่คนค่ะ

และถ้าตัดความแฟนตาซีออกไป การที่ทัพอัลสเตดมองชาวมัวส์ว่าไม่ใช่คนเลยจะฆ่าจะแกงอย่างไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด ก็คือวิธีการมองเหยื่อ Holocaust(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) วิธีเดียวกันกับพวกนาซีเลยค่ะ

การเหยียดชาติพันธุ์โดยมองชาวมัวส์ (มาลีฟิเซนต์) เป็นคนเถื่อน คนป่า ไร้การศึกษา ใช้ช้อนส้อมไม่ได้, เลี้ยงเด็กให้โตมาเป็นผู้เป็นคนไม่ได้เพราะตัวเองเป็นสัตว์, ต้องเอาผ้าคลุมเขาไว้เพื่อให้ชาวเมืองสบายใจ ซึ่งเป็นทั้งหมดนี้เราถือว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล แทนที่จะยอมรับความแตกต่างอย่างเข้าใจด้วยค่ะ

การทำให้ genocide(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และ massacre(การสังหารหมู่) เป็นกิจกรรมบันเทิง โดยใช้เครื่องดนตรีเป็นตัวปล่อยแก๊ซ โดยคนสั่งการยืนฟังเพลงอยู่บนป้อมปราการอย่างมีความสุข เหมือนการล่าสัตว์เพื่อความสนุก

เราคิดว่าซีนดังกล่าวเป็นซีนที่โหดเหี้ยมสำหรับผู้ชมที่ยังอายุน้อยมากเลยค่ะขนาดเราที่โตแล้วมากลับมาดูซ้ำอีกครั้งยังรู้สึกหดหู่เลยค่ะ เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นการฆ่าโดยได้ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว ฆ่าโดยไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยสมบูรณ์

ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมามันก็มีอยู่ในหนังเรื่องอื่นเหมือนกันนี่นา ต้องการอะไรใช่ไหมคะ

ประเด็นทั้งหมดมันมาโยงกับตอนจบที่คนสั่งการสังหารหมู่(ตัวราชินี) และคนคิดค้นอาวุธชีวภาพไม่ถูกลงโทษใด ๆ เลยต่างหากค่ะ มิหนำซ้ำ กลับไปร่วมงานแต่งงานของผู้นำของเหยื่อที่ตัวเองมีส่วนสังหารไปได้อย่างหน้าตาเฉย

ยิ่งไปกว่านั้นบทลงโทษของ ควีนอิงกริธ คนสั่งการทั้งถูกทำให้กลายเป็นมุกตลกด้วยการสาปเป็นแพะ แทนที่จะต้องโทษประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งมันคือการล้างผิด และลดทอนความรุนแรงของสิ่งที่เธอทำกับความตายของเหยื่อให้เป็นเพียงเรื่องสนุกและมุกตลกขำ ๆ นั่นเองค่ะ

ซึ่งเราตกใจมากที่ดิสนีย์ซึ่งเป็นตัวสื่อที่ผลิตภาพยนตร์หรือแอนิเมชั่นสำหรับเด็กต่าง ๆ ออกมามากมายผลิตภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเช่นนี้ออกมาให้เด็กรับชมโดยไม่มีการ warning ใด ๆ ทั้งใน trailer รวมไปถึงการกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับการเข้าชม

ลองคิดดูนะคะว่าถ้าเราเป็นลูกหลานเหยื่อจะรู้สึกยังไงกัน ที่คนที่สั่งการสังหารหมู่และสาปราชาเพื่อยึดอำนาจ คนที่เราพูดได้ว่าเลวได้อย่างเต็มปาก ไม่ตาย ไม่ถูกประหาร ไม่ถูกคุมขัง แค่ถูกสาปให้เป็นแพะ แต่ยังมีชีวิตอยู่ดีทุกประการ เราคิดว่ามันเป็นหนึ่งในความล้มเหลวทางด้านเนื้อหาที่ทำให้เรื่องละเอียดอ่อนเป็นมุกตลกขบขัน

นอกจากไม่มีบทลงโทษ ยังจัดงานแต่งหลังสงครามจบทันที ในบริเวณที่มีการสู้รบกันจนล้มตาย ไม่มีการรอเพื่อทำศพให้ทหารและผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตให้สมเกียรติ แบบที่ควรจะเป็นในทุกสงคราม ยิ่งตอบย้ำว่าหนังเรื่องนี้มองการ genocide(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) ชาวมัวส์เหมือนการฆ่าไม้ฆ่าหญ้า ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตมีจิตใจ

มันเหมือนกับว่าสงครามจบแล้วนะ และปล่อยให้การตัดสินดีชั่วเป็นความคิดของแต่ละคนไป เธอไม่ผิด เราเป็นเพื่อนกันได้ มางานแต่งฉันได้ ซึ่งความจริงมันไม่ได้ค่ะ ถ้าคิดจะเอาเรื่องนี้มาเล่นในหนังก็ควรจะใส่ใจกว่านี้ ไม่ทำแบบนี้ นี่มันเหมือนการเขียนบทโดยไม่รอบคอบและไร้ความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ

ใยขณะเดียวกันสิ่งที่เราคิดว่า Disney ตีความออกมาได้ดีตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคนี้คือการนำเทพนิยายกลับมาเล่าใหม่ด้วยแนวคิด Evil isn’t born, it’s made และข้อความนี้ที่ Disney พยายามจะสื่อออกมาก็ยังแข็งแรงในตัวหนังดังกล่าว คือไม่ได้ justify ความชั่วร้ายเสียทีเดียว แต่ให้มองมุมกลับปรับมุมมองอีกด้วยค่ะ

เราขอตำหนิ Disney และนักรีวิวหนังทั้งหลายที่ละเลยประเด็นร้ายแรงเหล่านี้ไป แต่ไม่มีการ warning ใดๆ ในรีวิวให้ผู้ชมรู้ กลับกันกับหนังเรื่อง Joker ที่คนออกมารณรงค์กัน เฝ้าระวังกันจะเป็นจะตาย แต่กับเรื่องที่ร้ายแรงกว่า Mental Health อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการสังหารหมู่กลับถูกปล่อยผ่านหน้าตาเฉย แสดงให้เห็นว่านักรีวิวหลายคนและคนเขียนบทขาดความตระหนักรู้เรื่อง Genocide(การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) และ massacre(สังหารหมู่) เอามาก ๆ ค่ะ และเราหวังว่าผู้อ่านจะได้ความรู้จากบทความนี้เกี่ยวกับประเด็นที่อ่อนไหวกลับไปกันมากพอสมควรนะคะ 💙

ที่มา: https://sites.google.com/site/prawatikhxngthungsanghar/1-khemr-daeng/1-4-kar-kha-lang-phea-phanthu

https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C

https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น