คุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบที่โดน Gaslighting อยู่หรือป่าว? ถ้าอยากรู้ไปดูกัน!

gaslighting เป็นความสัมพันธ์ที่ถูกทำให้งง สับขาหลอกว่าความทรงจำไม่ใช่อย่างที่เป็น

Gaslight แปลตรงๆคือโคมไฟแบบโบราณที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง แต่ปัจจุบันคำว่า Gaslight ยังใช้เป็นคำกริยาที่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิงอีกด้วย (เติมให้เป็นรูปปัจจุบันอย่าง gaslighting ก็ได้) มันหมายถึงการปั่นหัวให้คนประสาทเสียหรือเป็นบ้า โดยที่มามาจากหนังเรื่อง Gaslight ปี 1944

ซึ่งวันนี้เราจะมาแปลและเรียบเรียงพอดแคสท์ในเรื่องของ Gaslighting

มันคืออะไร มาจากไหน แล้วรู้ได้ไงว่ามันเกิดขึ้นกับเรา อะไรคือสัญญาณเตือน

และที่สำคัญ ทำยังไงถึงจะหลุดพ้นมันได้

Gaslight เป็น emotional manipulation  ในการหลอกลวงเพื่อควบคุมอารมณ์ของเหยื่อให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการผ่านการทำให้เหยื่อสงสัยข้อเท็จจริง ความทรงจำ ความสามารถ ไปจนถึงสงสัย “สติ” ของตัวเหยื่อเอง จัดเป็น Emotional Abuse อย่างหนึ่งที่ค่อนข้าง ใช้กันเยอะ

พบได้ทั่วไป มีได้หลายระดับ ตั้งแต่เบาๆจนกระทั่งไปถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อเหยื่อ ซึ่ง”เทคนิค”นี้สามารถเกิดขึ้นในทุกระดับความสัมพันธ์ จะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว เป็นกลุ่ม ในที่ทำงาน พนักงานทำต่อเมเนเจอร์ก็ได้ หรือนักการเมืองทำต่อประชาชนก็ทำได้ แต่จะอันตรายที่สุดในความสัมพันธ์แบบคนรัก

เพราะในความสัมพันธ์อย่างคู่รัก เหยื่ออาจถูกแยกออกจากคนอื่นๆที่จะสามารถช่วยเหลือเหยื่อได้ และส่งผลต่อสภาพจิตใจของเหยื่อถึงที่สุด

Gaslight อาจจะเป็นพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นในกลุ่มพวกนาร์ซิซิส (หลงตัวเอง) และโซซิโอพาร์ท

คำแปลของคำว่า Sociopath อย่าได้ไปหลงเชื่อคำแปลในกูเกิ้ลกันนะคะทุกคน

Sociopath ไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์ Sociopath จะคล้ายกับ Psychopath ตรงที่ระดับศีลธรรมต่ำ แต่เกิดจากการเลี้ยงดูและสังคมรอบข้าง ในขณะที่ psychopath เป็นมาแต่เกิด) ซึ่งทั้งนาร์ลซิซิสและโซซิโอพาร์ทใช้เทคนิค Gaslight นี้เหมือนกัน แต่ด้วยเป้าหมายต่างกัน

ทั้งสองกลุ่มเป็นพวกที่เห็นแก่ตัวทั้งสองกลุ่ม แต่โซซิโอพาร์ทจะทำเพื่อให้ได้เป้าหมายที่ตัวเองอยากได้ แต่นาร์ลซิซิสจะใช้เพื่อทำลายความมั่นใจและSelf esteemของเหยื่อและทำให้เหยื่อ “ยอม” ให้นาร์ลซิซิสตัดสินใจควบคุมสิ่งต่างๆแทน

พวก Gaslighter ไม่จำเป็นต้องเป็นนาร์ลซิซิส ความต่างคือนาร์ลซิซิสจะมีความหมกมุ่นเรื่องของตัวเองสูง จะมีภาพลักษณ์มโนของตัวเองที่เลิศกว่าที่ตัวเองเป็นจริงๆและจะมีความต้องการให้คนอื่นๆคิดว่าตัวเองเป็นแบบนั้น

คนธรรมดาที่Gaslightคนอื่นไม่ต้องหลงตัวเองแบบนั้นก็Gaslightได้

อาวุธที่จะทำให้ Gaslight ได้ผลไม่ว่าจะเป็นนาร์ซิซิส โซซิโอพาร์ทหรืออะไรอื่นๆ คือการทำลาย Self Esteem

สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังตกเป็นเหยื่อของการ gaslighting

ถูกคนที่ทำ gaslight ใส่คุณบอกว่าคุณเซนซิทีฟหรือเวอร์เกินไป หรือทำให้สิ่งต่างๆเป็นความผิดของคุณ ตัวอย่างจากคุณอเล็กซิส แฟนเก่าของเธอที่มีธุรกิจของตัวเองและรวยกว่าจะชอบพูดเรื่องเงินเวลาทะเลาะกัน ด้วยการพูดว่าฉันซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เธอ

และเพราะเขาเน้นเรื่องเงินนักหนา พอเธอเถียงกลับบ้างว่า แต่เธอก็ทำอะไรหลายอย่างในความสัมพันธ์ เช่น สิ่งที่เธอซื้อ การที่เธอขับรถมาหาเขาที่บ้านหลังเลิกงาน เอาข้าวเย็นมาให้ แล้วตอนเช้าก็ต้องรีบตื่นเช้าก่อนตีห้าออกไป เพื่อไปทำงานโดยที่เขาไม่เคยเป็นฝ่ายไปที่บ้านเธอเลย

แล้วเขาก็จะเริ่มต่อว่าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอเอาเรื่องเงินมาพูด! มาทวงบุญคุณว่าตัวเองจ่ายอะไรไปบ้าง น่าสงสารจังที่ต้องมาทวงบุญคุณกับการใช้เงินแค่นั้น ทั้งที่เธอจ่ายไปน้อยมากเรื่องกลายเป็นเหมือนว่าเธอพูดเรื่องเงินขึ้นมาก่อน

เขาจะทำว่าเธอนี่มันน่าสงสาร แล้วเธอเองก็จะเริ่มรู้สึกอายที่ยกเรื่องเงินมาพูด ทั้งที่เขานี่แหละเป็นคนพูดก่อน

ซึ่งเธอก็จะเริ่มสงสัยตัวเองว่าเอ๊ะหรือเธอเป็นคนหยาบคายไม่สำนึกบุญคุณจริงๆ? แล้วก็จะจบที่เธอขอโทษที่เหมือนไม่เห็นความ ’ใจดี’ของเขา ที่สำคัญคือเขาจะดูก้าวร้าวและโกรธจัดๆ จนเธอไม่กล้าพูดอะไรต่อ ที่สำคัญคือเธอจะไม่กล้าพูดเรื่องนี้อีกเพราะเรียนรู้ว่าคราวที่แล้วเขาโกรธมาก

คำพูดที่มักเป็นสัญญาณของ gaslighting

คือ “เธอคิดไปเองน่า” “ขี้กังวลจังเลย ไม่มีอะไรซะหน่อย” “เธอเซนซิทีฟไปเองป่าว” “ไม่เคยพูดซะหน่อย” “ทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตละ”

นอกจากนั้นก็หยิบเอา “จุดอ่อน” มาใช้ซ้ำๆเช่น “เธอไม่เก่งเรื่องนี้ เธอจะมารู้อะไรละ” อีกด้วย

ถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกเอะใจก็ใช่ค่ะ gaslighting มันไม่ใช่แค่กับคนเป็นแฟนกัน กับเพื่อนกับครอบครัวมีพฤติกรรม gaslighting ได้หมดเลยค่ะ

เวลาโดนแบบนี้ โดยเฉพาะถ้าโดนไปเรื่อยๆ เหยื่อจะเริ่มสงสัยตัวเอง หรือเราผิดกันนะ หรือที่เค้าพูดมันจะจริงนะ เราทำแบบนั้นจริงๆหรือเรื่องนี้คือความผิดของเราเอง

สำหรับใครที่โดน ขอให้ตั้งสติดีๆ อย่าคล้อยตามคำกล่าวหา ทบทวนตัวเอง หรือลองคุยกับคนใกล้ชิดหลายๆ คนดูก็ได้ค่ะ

สุดท้ายเราอยากบอกว่าสมองของเราจะเชื่อมโยงทุกอย่างด้วยกัน อะไรที่เราคอยพร่ำบอกตัวเองบ่อยๆ เราก็จะมักจะเชื่ออย่่างสนิทใจว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ถ้าเรายอมอยู่ในความสัมพันธ์ที่ toxic ก็เท่ากับว่าเราอนุญาตให้ข้อมูล toxic จำนวนมากพวกนั้นเข้าสู่สมอง ถ้าคุณไม่หยุดมัน คุณก็จะเชื่อมันไปเอง

ดังนั้นจุดที่คุณถอยออกมาจากความสัมพันธ์แบบนั้นได้และทำให้คนที่อยู่รอบๆตัวคุณมีแต่คนดีๆนั่นคือ จุดที่คุณกำลังให้ตัวเองกลับมามีชีวิตที่ดีปราศจากความทุกข์จากความสัมพันธ์แย่ๆ


ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ เราอยากให้คุณใจดีกับตัวเอง ใจดีกับสมองของคุณ กินน้ำเยอะๆ กินอาหารดีๆ อย่าให้ใครมาทำแย่ใส่คุณ อย่าให้ตัวเองทำแย่ใส่ตัวของคุณเอง ขอบคุณค่ะ self love is the best love💙

ที่มา: https://open.spotify.com/episode/1mDN2E7OH6ohCMF5z6QAv0?si=gncrk6fbQ621FBkjG-ukdg&utm_source=copy-link

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น